แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคการสอนคำศัพท์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคการสอนคำศัพท์ แสดงบทความทั้งหมด

27.8.55

หลักการออกข้อสอบภาษาอังกฤษ



   ฤดูออกข้อสอบเพื่อวัดความรู้(และชะตากรรมของนศ.อีกหลายคน) กำลังจะมาถึงอีกครั้ง ผมถือเป็นคติว่า การออกข้อสอบที่ไม่ดีเป็นบาปอย่างยิ่ง ซึ่งตัวผมเองได้ทำบาปมามากในเรื่องนี้ จึงใคร่ขอเสนอประสบการณ์ต่อเพื่อนคณาจารย์ไว้เป็นอุทาหรณ์ เพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาปซ้ำกับที่ผมได้เคยทำ  ในความเห็นของผมข้อสอบที่ดีควร:
1) สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน  ไม่กำกวม
 หากเด็กมันจะตกขอให้มันตกเพราะมันไม่เข้าใจเนื้อหาวิชาที่มึงสอน อย่าให้มันตกเพราะมันไม่เข้าใจข้อสอบที่มึงออก  (ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ชัดเจนและไม่กำกวมเลย J และเป็นคำกล่าวของอาจารย์ของ ดร.ชาญชัยฯ ซึ่งท่านได้นำมาเล่าให้ผมฟังอีกต่อหนึ่ง) การใช้ภาษาในโจทย์ปัญหา ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ นั้นอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะสิ่งที่เราเข้าใจกับสิ่งที่ศิษย์เข้าใจอาจไม่ตรงกัน สังเกตได้ว่าอาจารย์ที่(ดูเหมือนว่า)เก่งมากๆ จะมีปัญหามากที่สุดในเรื่องนี้ ผมเห็นว่าคนเก่งที่แท้จริงต้องทำให้คนไม่เก่งเข้าใจได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นตรงกันข้าม ผมระวังเรื่องนี้ที่สุด และเชื่อมั่นในตนเองว่าผมมีทักษะในการสื่อสารดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ไม่น่าเชื่อว่าทุกครั้งจะมีนักศึกษาประมาณ 10-20%  ต้องได้คะแนนน้อยกว่าที่ควรเป็นเพราะไม่เข้าใจโจทย์ปัญหาอัตนัยที่ผมถาม ส่วนโจทย์ปรนัยนั้นเชื่อว่าก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ตรวจจับได้ยาก บางครั้งนศ.ถามจึงทราบว่าโจทย์มีความกำกวม บางครั้งผมต้องยกประโยชน์ให้นศ.เพราะตีความแล้วตอบได้มากกว่า 1 ข้อ
2) ควรเป็นภาษาไทย (ยกเว้นวิชาภาษาต่างประเทศ)
มทส.ไม่ได้จัดให้มีการสอบ TOEFL เพื่อคัดนักศึกษาเข้าม.จึงอาจไม่เหมาะที่จะออกข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ           เพราะแม้ออกเป็นภาษาไทยนศ.ยังตีความผิดหรือมีความกำกวม (ดังที่ผมประสบเนืองๆ ) คงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งหาก นศ.ต้องตก(และออก)เพราะไม่เข้าใจโจทย์ข้อสอบภาษาอังกฤษ(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับป.ตรี) ว่าไปแล้วแม้แต่การใช้ภาษาไทยยากๆ ที่พวกเด็กๆ ต้องเขย่งเท้าอ่านก็พึงละเว้น เช่น คำว่า บริบท(เนื้อความ) บูรณาการ(เชื่อมโยง) พิสัย(ช่วง) กอปรกับ(ประกอบกับ) เป็นต้น ควรใช้ภาษาง่ายๆ ลุ่นๆ ที่เข้าใจง่ายให้มากที่สุด
3) มีข้อมูลให้ครบพอที่จะทำข้อสอบได้
สองวิธีที่จะตรวจจับผิดตนเองในประเด็นนี้ได้คือ ให้เพื่อนคณาจารย์ลองทำดู และ ลองทำดูด้วยตนเอง โดยควรทิ้งโจทย์ไว้สัก 2-3 วันจึงลองทำจะเป็นการดี หากลองทำทันทีจะมองข้ามข้อบกพร่องได้ง่ายเพราะความคุ้นเคย การให้ข้อมูลไม่ครบถือเป็นบาปหนัก เพราะนศ.อาจทำไม่ออกและเสียเวลากับข้อนั้นนานมาก เลยพลอยทำให้ทำข้ออื่นไม่ทันไปด้วย นศ.หลายคนอาจต้องตกออกเพราะเรื่องนี้ก็เป็นได้ ซึ่งอาจารย์ผู้ออกอาจต้องตก__?)
4) ควรลองทำข้อสอบด้วยตนเอง
นักการศึกษาได้วิเคราะห์ไว้ว่าผู้ออกควรทำเสร็จภายในหนึ่งในสามของเวลาที่ให้นศ.ทำ ซึ่งข้อสอบอัตนัยของผมที่ผมว่า ง่าย แล้วนั้นส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์นี้ (ผู้สอนแท้ๆ ยังใช้เวลานานแล้วจะให้ผู้เรียนทำเสร็จในเวลาได้อย่างไร?)
5) ควรให้เพื่อนคณาจารย์ในสาขาช่วยอ่านโจทย์
ผมขอฝากท่านหัวหน้าสาขาว่าสมควรกำหนดให้คณาจารย์ในสาขาถือเป็นแนวปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เชื่อว่าจะได้รับคำวิจารณ์ที่เป็นประโยชน์(และเป็นบุญ)มากจากเพื่อนคณาจารย์ เช่น กำกวม ยากไป ง่ายไป มากไป น้อยไป ข้อมูลไม่พอ  แต่ ต้องเปิดกว้างยอมรับคำวิจารณ์ ไม่เช่นนั้นคงฝืดพอสมควร ถือว่าเขามาช่วยชี้ช่องทางสู่สวรรค์ให้ก็แล้วกัน J

6) ตรงวัตถุประสงค์ของวิชา
การสอนเพื่อให้นศ.ได้ทักษะและความรู้ตรงวัตถุประสงค์รายวิชานับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การสอบถือเป็นกุศโลบายให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ตรงตามวัตถุประสงค์รายวิชา (ซึ่งได้แจ้งไว้แล้วในเค้าโครงรายวิชา) ข้อสอบที่ออกได้ตรงวัตถุประสงค์ของวิชาจึงนับเป็นกระบวนการประกันคุณภาพที่สำคัญยิ่ง
7) อยู่ในประเด็นที่สอนหรือได้มอบการบ้าน
ไม่ออกนอกเรื่อง หรือ ตีความเอาเองว่าเกี่ยวพันกับสิ่งที่สอน แล้วเชื่อว่านศ.จะสามารถตีความได้เหมือนเรา  หากเป็นการทำการบ้านก็คงพอใช้กลวิธีนี้ได้ แต่นี่เป็นการสอบหากนศ.พลาดในการเชื่อมโยงจะเสียคะแนนมาก นอกเสียจากว่าได้กำหนดเป็นวัตถุประสงค์รายวิชาไว้แล้วว่าต้องสามารถตีความและเชื่อมโยงความรู้ไปสู่ประเด็นอื่นๆได้ด้วย
8) ครอบคลุมหัวข้อที่สอน (ซึ่งทุกข้อตรงวัตถุประสงค์รายวิชา)
จะทำให้การวัดผลแม่นตรง เช่น หากออกเพียง 20% ของหัวข้อเท่านั้น นศ.คนหนึ่งเก็งข้อสอบ 20% มาตรงพอดีก็อาจได้เต็ม ส่วนอีกคนหนึ่งดูมา 80% ที่เหลือ กลับได้ศูนย์เป็นต้น เท่าที่สังเกตดู (รวมทั้งสังเกตตนเอง) อาจารย์มักชอบออกข้อสอบในหัวข้อที่ตนชอบ รัก สนใจ ถนัด ส่วนหัวข้อที่ตนไม่ชอบ ไม่ถนัด ก็มักไม่ออก แต่นศ.ไม่อาจเดาได้ว่าผู้สอนถนัดอะไร
9) ไม่ยากหรือง่ายเกินไป
การออกที่ยากหรือง่ายเกินไป ไม่อาจวัดความรู้นศ.ได้อย่างแม่นตรงในเชิงสถิติ ทำให้มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานกว้างหรือแคบกว่าเป็นจริง หรือคะแนนจะมีความเบ้มากเกินไป
10) ปริมาณไม่มากหรือน้อยเกินไป
การออกมากไปจะทำให้ผู้สอบลนลานจนทำข้อสอบพลาด ทั้งที่มีความสามารถพอทำได้หากมีเวลาพอสมควร การออกน้อยเกินไปทำให้ผู้ที่ทำเสร็จเร็วออกจากห้องสอบก่อนเวลามาก ยังผลให้เสียขวัญ กำลังใจ และสมาธิต่อผู้สอบอื่น และยังทำให้การวัดผลไม่เที่ยง เพราะอาจทำได้คะแนนเท่ากันแต่ใช้เวลาทำแตกต่างกันมากเป็นต้น
READ MORE - หลักการออกข้อสอบภาษาอังกฤษ

22.8.55

การเรียนคอร์สติวภาษาอังกฤษอาจไม่ช่วยให้คุณเก่งขึ้น

"การเรียนคอร์สติวภาษาอังกฤษอาจไม่ช่วยให้คุณเก่งขึ้น
หรือคนที่พอมีพื้นฐานเก่งขึ้นได้หรอกครับ
แต่อาจะช่วยให้คนบางคนที่ไม่เคยสนใจภาษาอังกฤษหรือไม่เก่ง
เก่งขึ้นบ้างก็ได้ครับ"

ตอบ
เรา ไม่เถียงคุณในประเด็นนี้เลย เราก็เคยสอนเด็กวิทย์ที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษเอามากๆเพราะเขาจับทิศทางอะไรไม่ ได้เลย แต่พอชี้แนะเรื่องทางหนีทีไล่ให้ และสอนวิธีใช้ esl dictionaries และสอน Greek and Latin roots ให้เขา เขากลายเป็นรักภาษาอังกฤษและมี motivation พอที่จะเรียนภาษาอังกฤษต่อไปได้ด้วยตนเองจนเก่งได้ในที่สุด

เราไม่ได้พูดว่า Fast English สอนไม่ดี พูดไม่ได้ เพราะเราไม่เคยไปเรียนที่นั่นมา เราแค่พูดว่า  Fast English อาจสอนดีก็ได้

"แต่การตัดสินใจเรียนไปที่นั่นไม่ควรตัดสินใจเพราะความดังของไอ้กฎ 25 ข้อนี้ ต่างหากล่ะ"

ตามที่เราเขียนไว้ใน คคห 27

เรา เพียงบอกว่าไอ้การโฆษณากฎ 25 ข้อ เป็นตัวชูโรง ในห้องสมุดนี้กันมานานหลายปีดีดักแล้ว ใครๆก็มาแปะกันอยู่นั่นหละ มันชักชวนคนขี้เกียจออกแรง ให้แห่กันไปเรียนยังไงล่ะ

ซึ่งเป็นเรื่องน่ารำคาญจริงๆเท่านั้น นั่นแหละ

จากประสบการณ์ในตลาดการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทยอันยาวนานของเรา เราพบกว่า การตลาดที่ทำให้ได้เงินมากที่สุดก็คือ

1. โน้มน้าวให้เชื่อว่า "ภาษาอังกฤษมันง่ายนิดเดียว"
2. ชักจูงให้เชื่อว่า "เรียนแพล็บเดียวก็เก่งได้"
3. มุ่งประเด็นว่า "ทำให้สอบได้"
4. สร้างภาพลักษณ์ว่าคนสอน แต่งตัวดี มีการศึกษาดีั
5. สร้่างภาพลักษณ์ว่าโรงเรียนตั้งอยู่บนทำเลซึ่งที่ดินแพง และโฆษณาถึง บอกว่าครูจบสูงๆ แต่ที่ไหนได้เอาฝรั่งขี้นกมาสอนก็มี จึงทำให้คนเชื่อกันว่า ต้องสอนดี

ใครเน้น 5 จุดขายนี้ได้ ก็รวยเละ

เมื่อไม่กี่ เดือนนี้ ก็มีอาจารย์สอนภาษาอังกฤษท่านหนึ่งคุยฟุ้งเลยว่าสอนนักเรียน แค่ 2 ชม นักเรียนพูดอังกฤษได้ชัดเหมือนเจ้าของภาษาเลย...!!! อะไรกันจะปานนั้นเชียว...ใครเชื่อก็ไม่รู้จะพูดว่าไงแล้วหละ...

เรื่อง ข้อ 4. สร้างภาพลักษณ์ว่าคนสอน แต่งตัวดี มีการศึกษาดีั

นี่สิตลก

มันเคยมีแขกขาวที่เกิดในเมืองไทยพูดไทยได้คล่อง หน้าตาเหมือนฝรั่ง พูดอังกฤษได้หน่อยๆ มันไปหลอกนักเรียนว่่า

"เป็นฝรั่งแล้วจบมาด้านศึกษาศาสตร์ (พิมพ์นามบัตรโก้หรู) แต่งตัวมาดเหมือนอาจารย์ และมาดเหมือนผู้ดีัมากๆ"

เรา เข้าห้องน้ำหลังมัน มันทิ้งหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ไว้ในนั้น พร้อมกระดาษปากกาลูกลื่น และ dictionary อังกฤษเป็นไทย มันจดศัพท์ง่ายๆแบบเด็ก ม.6 รู้แล้ว แต่มันไม่รู้ เอาไว้บานเบอะเต็มหนังสือพิมพ์เลยหละ Bangkok Post มีศัพท์ยากๆก็จริงๆ แต่มันจดศัพท์ง่ายๆไว้บานเลย...เจ้าของภาษาบ้าอะไรกัน ตอนนี้มันเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาดังๆแล้วรวยไปแล้ว เพึียงแค่เพราะมันหน้า "คล้ายฝรั่งนี่้แหละ" ดัดจริตเลียนสำเนียงอเมริกัน แล้วเลียนไม่เหมือนด้วย แล้วเสือกบอกชาวบ้านว่ามาจาก Scotland โธ่หลอกกันได้กลางวันแสกๆเลย...เผอิญเราเคยมีแฟนเป็นชาว Scottish เราก็เลยล้อมันว่า Shall I speak to you with a Scottish accent? มันตอบว่า It's not proper English.  It's not allowed here. โอ้ยขำว่ะ...ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ...

แต่การวางมาดของมันนี่ก็ทำให้มันรวย ได้นะ เมื่อเร็วๆนี้ก็มีคนเปิดกระทู้เล่าให้ฟังว่า อาจารย์สอนภาษาอังกฤษมาดดี รับค่าสอนล่วงหน้าไป 20,000 บาท แล้วเิชิดเงินหายไปเลย...

เี่ีรามาดไม่ดีหรอก ชอบแต่งตัวรุงรัง ช่วงหลังๆนี้เลยไม่ค่อยอยากสอนภาษาอังกฤษมากนัก...เพราะมันฝืนบุคลิกภาำพของตัวเองน่ะ.
READ MORE - การเรียนคอร์สติวภาษาอังกฤษอาจไม่ช่วยให้คุณเก่งขึ้น

ข้อสอบพวก TOEFL

ข้อสอบพวก TOEFL, IELTS, TU-GET, CU-TEP หรืออะไรแบบเนี้ย มันไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่หรอก รู้ grammar ตรงๆตัวทื่อๆ และรู้ศัพท์มากพอสมควร ก็พอทำคะแนนได้ดี

แต่ข้อสอบ ภาษาอังกฤษที่มหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่เราเคยพบมา มันคือ CPE ของ University of Cambridge (รู้สึุึกมันจะมี CPE ของ Michigan University เหมือนกัน แต่มันง่ายกว่ามากๆ) เนื่องจาก University of Cambridge ฉลาดมากๆในการ

"จี้จุดอ่อน" ของคนที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง โดยการจี้จุดอ่อนไปที่ความรู้่เรื่องพฤติกรรมเฉพาะตัวของคำศัพท์

ซึ่ง ถึง CPE จะระดับต่ำกว่า ปีหนึ่งปริญญาตรีเอกอังกฤษในมหาลัยในประเทศอังกฤษก็ตาม แต่อาจารย์สอนภาษาที่เป็นฝรั่งหลายๆคน ซึ่งสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยมานาน เคยพูดให้เราฟังว่า คนจบปริญญาตรีเอกอังกฤษในไทย ต่อให้จบจากมหาลัยปิดดังๆ จะทำข้อสอบ CPE ให้ผ่านเกรด A คงเป็นไปได้ยากมากๆถ้าไม่เคยอยู่ในสภาพแวดล้อมของการพูดภาษาอังกฤษมานาน หลายๆปี

ข้อสอบแบบนี้ที่

"จี้จุดอ่อนความรู้เรื่องพฤติกรรมเฉพาะตัวของคำศัพท์นะ"

ใครเรียนกฎ 25 ข้อ แล้วไปทำข้อสอบ ก็มีแต่จะตายกับตายลูกเดียว ไม่มีทางรอดเลย...

เรา เคยแปะข้องสอบ CPE ของ University of Cambridge ในห้องสมุดให้คนทำกันเล่นๆ มีสมาชิก 2 ท่านทำถูกหมดฉลุยได้อย่างรวดเร็ว คือคุณ genf กับคุณ coffeeclub แต่ 2 ท่านนี้ ภาษาอังกฤษไร้เทียมทาน ไม่ใช่เพราะท่องกฎ 25 ข้อหรอกนะ จะบอกให้

คุณ genf พำนักอาศัยในประเทศอังกฤษมานานถึง 30 ปี ส่วนคุณ coffeeclub พำนักอาศัยอยู่ในอเมริกา เราคาดว่าคงไม่ต่ำกว่า 20 ปี

กะ อีกแค่เรียนพฤติกรรมเฉพาะตัวของคำศัพท์ในภาษาอังกฤษนี่ก็แทบจะบ้าตายอยู่ แล้ว ดููอย่างคำว่า suggest ที่เรายกมาเนี่ย ก็มีหลุมพรางเพียบเลยอยู่แล้ว และแค่เรียนคำศัพท์พื้นฐาน 3,000 คำ ให้ใช้ได้ถูกต้องในทุกรูปแบบน่ะ จะต้องจดจำกันกี่ปี?

"กฎ 25 ข้อ มาช่วยอะไรได้...???!!"

เรา ไปสอบ CPE เจอ paper แรก รู้สึกจะเป็น choice ใ้ห้เลือก a, b, c, d โดยเลือก preposition ให้ตรงกับ verb ในแต่ละประโยคที่ให้มา มันมี 40 ข้อ เราทำถูก 39 ข้อ คุณว่าเราำทำถูกเพราะเราเรียนกฎ 25 ข้อมาเมื่อสมัยอยู่ ม.1 จากครูประจำชั้นเราหรือไง?

คำตอบก็คือ "ไม่ใช่" เราตอบถูก "เกือบ" หมด ก็เพราะว่าเราไปใช้ชีวิตในประเทศอังกฤษมานาน 20 ปี แล้วต่างหากล่ะ verbs ในภาษาอังกฤษมันมีตั้งกี่ตัวกัน? แล้วแต่ละตัวมันก็ใช้ prepositions ได้ตั้งหลายตัว แล้วก็แปลความหมายพลิกแพลงไม่เหมือนกัน

เจอของจริงแบบนี้ แล้วกฎ 25 ข้อมันช่วยอะไรคุณได้บ้างล่ะ?

จริงๆแล้วเราอย่ามาพูดว่า

"ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว" เลย

แต่มายอมรับกันตรงๆเถิดว่า

"ภาษา อังกฤษเป็นหนึ่งในภาษาที่เรียนยากมากที่สุดในโลก และมันใช้กันแพร่หลาย ไม่ใช่เพราะมันง่ายนิดเดียว แต่เป็นเพราะว่าประเทศอังกฤษมีเมืองขึ้นมากมาย และประเทศอังกฤษกับอเมริกาชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่างหากล่้ะ"  

ดังนั้น เราควรพูดว่า

"ภาษาอังกฤษมันยากมากๆ แต่ถ้าเรามีวิธีการเรียนรู้ที่ดีๆตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้อง เราก็จะเรียนมันได้สำเร็จในที่สุด"

ไม่ใช่มาพูดว่า

"ภาษาอังกฤษง่ายนิดเดียว"

หรือมาพูดว่า

"เรียนกฎ 25 ข้อก็สบายแล้ว"

กฎ 25 ข้อเราเรียนจากครูประจำชั้นเราตั้งแต่อยู่ ม.1 แล้ว ไม่เห็นมันจะสบายตรงไหนเลย เราใช้ภาษาอังกฤษผิดๆมาตั้งหลายปี อาศัยใจกล้าหน้าด้าน พูดๆเขียนๆไป แล้วค่อยๆเรียนรู้แก้ไขข้อผิดพลาดไปเรื่้อยๆ จนมันดีชึ้นเรื่อยๆ...นี่คือสัจธรรม...
READ MORE - ข้อสอบพวก TOEFL

21.8.55

อยากให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษต้องทำอย่างไร


ปัจจุบัน เป็นยุคที่เด็กควรมีทักษะด้านการสื่อสาร การไปเรียนภาษาต่างประเทศเพิ่มเติมนอกจากภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ ทั่วไป ซึ่งเราพบว่าภาษาที่เด็กยุคใหม่สนใจเรียนมีทั้งภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ และแน่นอนว่าการจะเรียนให้สำเร็จ สามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย ในฐานะที่ทีมงานก็เข้าใจหัวอกพ่อแม่ วันนี้เราจึงมองหาวิธีช่วยลูกๆ ในการเรียนภาษามาฝากกันค่ะ จะเป็นอย่างไรนั้น ไปติดตามกันเลยค่ะ 


1. พ่อแม่ควรทราบเนื้อหาบทเรียน หาก พ่อแม่ทราบเนื้อหาที่ลูกเรียนในห้องจะทำให้พ่อแม่คิดวิธีที่จะช่วยลูกได้อีก มาก ซึ่งการจะทราบได้นั้นไม่จำเป็นต้องไปนั่งเรียนด้วย แต่อาจใช้วิธีขอยืมอ่านหนังสือเรียนของลูกแทนก็ได้ อย่างน้อยที่สุด สิ่งสำคัญของการเรียนภาษาก็คือคำศัพท์ คุณพ่อคุณแม่อาจทำบัตรคำศัพท์ภาษาต่างประเทศที่ลูกเรียนไว้ช่วยเตือนความจำ หรืออาจให้ลูกๆ นำไปนั่งท่องในยามว่าง เป็นต้น แต่ทีมงานว่ากิจกรรมนี้จะสนุกขึ้นหากพ่อแม่ลูกมานั่งทายคำศัพท์กันค่ะ 


2. ฝึกกับเจ้าของภาษา การ ได้ฝึกพูดฝึกฟังกับคนที่เป็นเจ้าของภาษาเป็นสิ่งที่ดี แต่เด็กไทย (โดยเฉพาะเด็กไทยในอดีตรุ่นคุณพ่อคุณแม่) มักจะขาดโอกาสในส่วนนี้ไป ดังนั้น หากลูกกำลังเรียนภาษาใหม่ๆ อยู่ล่ะก็ การพาลูกไปในสถานที่ หรือไปพบคนที่ทำให้ลูกได้มีโอกาสฝึกภาษาก็จะช่วยให้เขาก้าวหน้าในการเรียน ได้อีกทางหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ลูกลงเรียนภาษาญี่ปุ่น หากเรียนจบคอร์สแล้วก็ลองพาไปตะลุยแดนปลาดิบเสียเลย รับรองค่ะว่าได้ใช้แน่ๆ (เพราะคนญี่ปุ่นไม่ค่อยพูดภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาญี่ปุ่นกับนักท่องเที่ยวนั่นเอง)


3. สมัครเรียนกับลูก หากพ่อแม่สามารถสมัครเรียนภาษาไปพร้อมกับลูกด้วย ในทางหนึ่งก็อาจจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้คุณและลูกช่วยกันเรียนจนประสบความ สำเร็จได้เช่นกันค่ะ ขอแค่อย่าชวนกันโดดเรียนทั้งผู้ปกครองทั้งเด็กก็พอ 


4. เสริมความรู้ด้วยสื่อต่างๆ นอก จากเรียนในห้องแล้ว พ่อแม่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนภาษาให้แก่ลูกๆ ได้ด้วยภาพยนตร์ดีๆ หนังสือดีๆ (เน้นว่าดีๆ นะคะ) เพลง เกม ฯลฯ ซึ่งการรับชมภาพยนตร์-ฟังเพลงยังทำให้ลูกได้เข้าใจถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของ เจ้าของภาษาได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ
READ MORE - อยากให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษต้องทำอย่างไร

เทคนิคพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับคนที่อ่อนมากๆ

เคยไหมครับที่เราจะพูดว่าสาเหตุที่เราไม่เก่งภาษาอังกฤษ...สาเหตุที่เราได้เกรด F วิชาภาษาอังกฤษ
ก็เพราะเราไม่มีเวลา..เราไม่มีโอกาสที่จะใช้ภาษาอังกฤษเหมือนประเทศอื่นๆ
ถ้านั้นเป็นเหตุผลที่ท่านคิดว่ามันเป็นอุปสรรคของการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของท่าน

ลองใช้วิธีนี้ดูครับ 
ลองเอาภาษาอังกฤษมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราดูซิครับ 
มันไม่จำเป็นหรอกครับที่เราต้องเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน
คุณแค่หาเวลา 50 นาทีต่อวัน 
ล็อคเวลานี้ให้มันในแต่ละวัน 
แล้วเขียนบันทึกประจำวันของคุณด้วยภาษาอังกฤษ
อย่าสนใจมาก...อย่ากังวลว่าจะถูกหรือผิด...ขอแค่ได้เขียนก็พอแล้ว

สำคัญมากคือ..ขอแค่ได้เขียน...ทุกวัน
ผิดถูกช่างหัวเผือก...อย่าสนใจ 

หรือหากคุณอ่อนมากๆๆ...เหมือนผม

ไม่รู้จะเขียนอะไร...ไม่รู้จะเริ่มต้นประโยคยังไง
มันเป็นอุปสรรค..ที่ยากพอดู

แต่จำไว้เถอะครับ 
 เมื่อไหร่ที่เจออุปสรรค..ขอให้คุณดีใจ...แล้ววิ่งเข้าหามัน
ทำไมเหรอครับ...เพราะอุปสรรค..คือหินปูทางสู่ความสำเร็จครับ

 หากเราไม่สามารถเขียนบันทึกประจำวันเป็นภาษาอังกฤษยาวๆๆได้...อย่าตกใจครับ 
เริ่มจากง่ายๆก่อนก็ได้
เริ่มจากฟังเพลงภาษาอังกฤษ...หรือดูหนัง 
หาประโยคที่กินใจ...สั้นๆๆ
ลองพูดตามเขา...แล้วเอามาเขียนไว้ในบันทึกของเราซิครับ 
ขอแค่วันละ 3 ประโยค...ทุกๆๆวัน 
ยำ้แค่ 3 ประโยค...ทุกๆวัน...อย่าขาด...อย่าเกิน
READ MORE - เทคนิคพัฒนาภาษาอังกฤษสำหรับคนที่อ่อนมากๆ

เทคนิคการสอนคำศัพท์


เทคนิคการสอนคำศัพท์
    ถ้าไม่มีความรู้ด้านไวยากรณ์ เราก็จะสื่อสารได้ไม่มากนัก แต่ถ้าไม่รู้คำศัพท์ เราก็ไม่สามารถจะสื่อความหมายได้เลย"อาจกล่าวได้ว่า การที่ผู้เรียนจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนต้องมีความรู้ด้านไวยากรณ์และคำศัพท์อย่างสมดุลกัน เพื่อให้การเรียนการสอนภาษาอังกฤษน่าสนใจ

เทคนิคการสอนคำศัพท์ จะสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษอย่างไรให้ได้ผล
  1. บทบาทของคำศัพท์ในการสอนภาษา การสอนคำศัพท์โดยมีจุดหมายให้ผู้เรียนนำไปสื่อสารได้ ผู้เรียนต้องมีความรู้คำศัพท์ อย่างลึกซึ้งในเรื่องต่อไปนี้ - สามารถออกเสียงได้ถูกต้อง - สามารถสะกดคำได้ถูกต้อง - ใช้คำศัพท์ร่วมกับคำอื่นได้ - สามารถจดจำได้ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน - สามารถนึกคำศัพท์ได้ทันทีที่เวลาต้องการพูด - สามารถนำคำศัพท์ไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆได้ - สามารถใช้คำศัพท์ได้ถูกหลักไวยากรณ์ - สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์
  2. เทคนิคการสอนคำศัพท์ - สอนโดยการสาธิต ใช้ท่าทางประกอบ
- สอนโดยใช้สื่อ เช่น รูปภาพ หุ่นจำลอง ของจริง แผ่นใส เขียนบนกระดานดำ - อธิบายด้วยคำพูด เช่น การใช้คำเหมือน การใช้คำตรงกันข้าม 3. แบบฝึกหัดเกี่ยวกับคำศัพท์ เช่น
- cross word
- Matching word and definition exercise - Vocabulary game and activities การสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้ได้ผล ผู้สอนใช้กลวิธีการสอนดังกล่าวข้างต้นและต้องกระทำอย่างต่อเนื่องทั้งในเวลาปกติในห้องเรียนและนอกห้องเรียน อาจจัดเป็นมุม Vocabulary เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างมีความสุขมากขึ้น
READ MORE - เทคนิคการสอนคำศัพท์

บทความที่ได้รับความนิยม

ป้ายกำกับ

การทําข้อสอบreading (1) เก่งภาษาอังกฤษในเวลาสั้นๆ (1) เกมภาษาอังกฤษสำหรับอนุบาล (1) ข้อสอบพวก TOEFL (2) ข้อสอบภาษาอังกฤษ (1) ครูพี่แนน (2) คล้องจอง (1) เคล็ดลับการทำข้อสอบreading (2) จำคำศัพท์ (17) เดาศัพท์ภาษาอังกฤษ (9) ติวภาษาอังกฤษตัวต่อตัว (14) ติวศัพท์ (20) ท่องศัพท์ (14) เทคนิคการสอนคำศัพท์ (6) เทคนิคใช้that (1) แนะนำหนังสือภาษาอังกฤษ (6) บทสนทนา (2) บทสนาทนาภาษาอังกฤษ (4) ฟังภาษาอังกฤษ (3) ภาษาอังกฤษ (21) ภาษาอังกฤษกับกฎหมาย (1) ภาษาอังกฤษทางบัญชี (1) รวบรวม25กฎของอาจารย์บุญชัย (1) เร่งสปีด (1) เรียนภาษาอังกฤษ (28) เรียนภาษาอังกฤษราคาถูก (8) สอนศัพท์ (11) หลักการใช้ that (1) อาจารย์สมศรี (1) อ่านภาษาอังกฤษ (1) AX 22 (1) cd เรียนภาษาอังกฤษ (1) CDเรียนภาษาอังกฤษ (1) closing sections (1) Cloze Test (1) conversation (1) dictionary (1) fast-english (1) General knowledge (1) GMAT (1) inferior (1) Language in Daily Life (1) main idea (2) parts of speech (1) prefix and suffix (1) reading comprehension (2) reading skill (2) TOEFL (1) TOPIC NOUN (1) vocabulary (2) vocabulary game (2) word formation (2)
 
Copyright © 2011 เรียนภาษาอังกฤษ | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio
Top Stories