แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เดาศัพท์ภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เดาศัพท์ภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด

23.8.55

กฎเหล็ก 10 ข้อในการจำศัพท์

ปัญหาอีกปัญหาและนับได้ว่าเป็นปัญหาหลักของคนที่ต้องสอบGATหรือเพิ่มเกรดวิชาภาษาอังกฤษในห้องเรียน หลายคนไปจ้างครูหรือติวเตอร์มาเพื่อสอนแบบตัวต่อตัวแน่นอนการสอนตัวต่อตัวนั้นดีแน่แต่ราคาก็ดีตามด้วย  อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ประหยัดค่าจ้างติวเตอร์มาสอนคือการนำเคล็ดลับ 10 ประการไปใช้ครับ  ที่โม้ๆไม่ใช่ว่าผมเก่งหรอกครับ แต่ผมประสบปัญหาเช่นเดียวกับหลายๆๆคน วันนี้ไปค้นเน็ตแล้วเจอบทความนี้ก็เลยเอามาฝากให้ตัวเองอ่านครับ
 
เคล็ดลับ 10 ข้อในการจำศัพท์ภาษาอังกฤษ

              รู้สึกสมองตื้อทุกครั้งเมื่อนึกถึงการที่ต้องท่องจำศัพท์ภาษาอังกฤษซะมากมายใช่มั้ยคะเด็กๆ วันนี้คุณครูมีเคล็ดลับดีๆมาฝากค่ะ ^^
1. ความเกี่ยวเนื่อง: ถ้านักเรียนจัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผังจะทำให้นักเรียนจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
2. เขียน: การนำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้นักเรียนจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองเขียนแต่งประโยคโดยนำศัพท์ใหม่ที่เรียนนั้นมาประกอบหรือแต่งเรื่องโดยใช้กลุ่มคำศัพท์หรือสำนวนที่เรียนอยู่
3.วาดรูป: ดึงวิญญาณศิลปินตัวน้อยออกมาใช้ โดยการวาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่เรียนอยู่ ภาพที่วาดจะช่วยกระตุ้นความทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต
4. แสดง: แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่กำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ศัพท์คำนั้น
5. สร้าง: ออกแบบสมุดศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ขึ้นทุกอาทิตย์และอย่าลืมทบทวนอันเก่าไปพร้อมๆ กันด้วยหล่ะ
6. ความสัมพันธ์: กำหนดแต่ละสีให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้จำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้นเมื่อนึกถึงคำนั้นในคราวต่อไปนะคะ
7. ฟัง: นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้นักเรียนจำการออกเสียงของคำใหม่นั้นได้ง่ายขึ้น
8. เลือก: จำไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่นักเรียนชอบหรือสนใจจะทำให้รู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ฉะนั้นควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คิดว่ามีประโยชน์หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่กระบวนการเลือกคำที่จะเรียนก็มีผลให้จำได้แม่นและเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน !
9. ข้อจำกัด: มันเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ทั้งหมดได้ในวันเดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำก็พอแล้ว ซึ่งถ้าพยายามจำให้มากคำเกินไปกว่านี้แทนที่มันจะทำให้นักเรียนรู้สึกมั่นใจกลับจะทำให้นักเรียนสมองตื้อแทน
10. สังเกต: พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษ



READ MORE - กฎเหล็ก 10 ข้อในการจำศัพท์

16.8.55

ทำไมต้องสอบ GMAT

Q: ทำไมต้องเสียเงิน 7 พันกว่าบาท เพื่อไปสอบ GMAT? ทั้งๆที่หลายมหาวิทยาลัย ใน US ก็ไม่ได้ต้องการ คะแนน GMAT ในการเข้า MBA

A: เพราะมหาลัยที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่(แทบจะทั้งหมดเลย) ต้องการ GMAT GMAC(ผู้จัดสอบ GMAT)กล่าวว่า GMAT เป็น indicator ที่ดีในการวัดความสำเร็จในการเรียน MBA ในปีแรก ค่า correlation ระหว่างคะแนน GMAT กับ GPA ใน MBA ปีแรก อยู่ที่ 0.51 ในขณะที่ correlation ระหว่าง undergraduate gpa กับ GPA ใน MBA ปีแรก อยู่ที่ 0.28

หลายต่อหลายคนพอพูดถึง GMAT ก็จะคิดถึงความยากของข้อสอบ อย่างเช่น กระทู้นี้ครับ(ตัวลิงก์เสียไปแล้ว ผม quote มาแต่ข้อความครับ)


"อยาก เรียนต่อโทที่อเมริกาคะและสนใจในด้าน Human Resource แต่ว่าส่วนตัวไม่ชอบเลข และไม่เก่งเลย และคิดว่าจะต้องสอบ GMAT ไม่ได้แน่ๆ เลยอยากทราบว่า

1.มี U ไหนที่อเมริกามีคอร์ส Human Resource ที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม MBA แล้วไม่ต้องสอบ GMAT

2.แล้วถ้า Human Resource ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม MBA มันจะมีลักษณะยังไง และแตกต่างจากที่อยู่ใน MBA มั้ย

3.แล้วถ้าจบ Human Resource แบบที่ไม่ใช่จากในMBA จะสามารถมาทำงานอย่างใดได้บ้าง

4.มี U ไหนที่แนะนำบ้างคะ รบกวนขอรายละเอียดด้วย

ขอบคุณล่างหน้านะคะ หากทีข้อมูลเพิ่มเติมก็ยินดีรับฟังคะ"


--นี่ คือหนึ่งในตัวอย่างที่หลายๆคนไม่อยากสอบ GMAT เพราะคิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำคะแนนได้ดี คนเหล่านี้มักต้องการ มหาลัยที่ไม่ต้องใช้ GMAT ไม่ต้องเขียน statement of purpose แค่ส่งเกรดกับเงินค่าเทอมก็ได้เข้าไปเรียนแล้ว สำหรับคนที่คิดอย่างนี้และตอนนี้ต้องการไปเรียน MBA(โดยเฉพาะในต่างประเทศ)ผมบอกได้เลยว่ามหาลัยที่ไม่ต้องการ GMAT ก็ไม่ต้องการนักเรียนที่มีคุณภาพเช่นกัน


การเรียน MBA มีค่าใช้จ่ายสูงมาก  MBA โดยทั่วไปใน US ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปี ค่าเรียน ค่ากินอยู่ทั้งหมด ผมบอกได้เลยว่า ไม่่ต่ำกว่าปีละ หนึ่งล้านห้าแสนบาท(แค่ค่าเทอมก็มากกว่าหนึ่งล้านแล้วครับ) ถ้าคุณเป็นพนักงานกินเงินเดือน เดือนละ 50000 บาท ถ้าสมมติว่าไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย คุณต้องเก็บเงินถึง ห้าปี เพื่อไปเรียน MBA สองปี


จะเห็นได้ว่าการเรียน MBA นั้นแพงกว่าซื้อรถเบนซ์อีก เพราะฉะนั้นการคิดว่าจะหลับหูหลับตาไม่สอบ GMAT เพื่อเสียเงินเกือบ สามล้านไปเรียนมหาลัยที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าคิดได้แบบนี้อย่าไปเรียน MBA เลยดีกว่าครับ


ถึงแม้จะไม่มี ความรู้ GMAT  ไม่เก่งเลข ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ผมก็อยากให้ทุกคนที่คิดจะไปเรียน MBA เมืองนอกลองทำข้อสอบ GMAT ดูครับ พอพูดถึงค่าสอบ GMAT เพื่อนๆอาจจะบอกว่า ค่าสอบแพงมาก(ก็เกือบ 7 พันบาท) ถ้าไม่ใช่ลุกคนรวย คงไปลองสอบเล่นๆไม่ได้ ผมจะบอกเลยว่ามีวิธีที่จะรู้คะแนน GMAT ของตัวเองจริงๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาทเลย คือการทำ official mock exam ของ GMAT ซึ่งทำได้ฟรี ซึ่งผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหัวข้อการเตรียมตัวสอบ
READ MORE - ทำไมต้องสอบ GMAT

General knowledge for English

หนึ่งในหลายวิธีการเดาคำศัพท์ภาษาอังกฤษนอกเหนือจากการเดาด้วยรากศัพท์หรือเดาจากบริบทแล้ว การใช้ความรู้ทั่วไป(General knowledge)หรือความรู้เฉพาะสาขาวิชาก็สามารถช่วยให้เรา UP คะแนนภาษาอังกฤษไปได้อีกเยอะมาก โดยเฉพาะในส่วนของ general knowledge ซึ่งคุ้มค่าแก่การศึกษามากครับ  general knowledge ที่ต้องศึกษาก็อย่างเช่น สงครามโลกครั้ง 1 และ 2  หรือ ความรู้ด้านสังคมวิทยา หรือหากเรียนระดับอุดมศึกษาก็เป็นวิชาโลกศึกษาหรือGlobal Educationวันนี้ขอนำเสนอตัวอย่างข้อสอบที่เป็นส่วนที่ต้องใช้ General knowledge หากเราไปเจอบทความประเภท General knowledge เราก็แทบไม่ต้องอ่านไม่ต้องเดามาก เพราะเรารู้เรื่องราวอยู่แล้วครับ

1. What are the two major parties in the USA?.
สองพรรคการเมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกาได้แก่ข้อใด
a. The Republicans and the Democrats.
b. The Republics and the Socialists.
c. The Democrats and the Labour Party.
d. The Conservationists and the Democrats.
2. How many states are there in the US?.
สหรัฐอเมริกานั้นประกอบไปด้วยมลรัฐทั้งหมดเท่าใด
a. 49
b. 50
c. 51
d. 52
3. What do Americans celebrate on 4th July?
วันที่สี่ เดือนกรกฏานั้น คนอเมริกาจัดให้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญอะไร
a. Thankgiving day.
b. The Revolution.
c. The Discovery of America.
d. Independence Day.
4. In which year was the independence from England declared?
ในปี ค.ศ. เท่าไรที่ประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศเป็นเอกราชจากประเทศอังกฤษ
a. 1776
b. 1876
c. 1679
d. 1779
5. Which president freed the slaves?
ประธานาธิบดีคนใดที่เป็นคนยกเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา
a. Thomas Jefferson
b. George Washington
c. Abraham Lincoln
d. Bill Clinton
6. Who was the civil rights leader who fought through nonviolent action?
ท่านผู้ใดเป็นบุคคคลสำคัญที่ต่อต้านสงครามกลางเมือง USA ด้วยความสงบและไม่มีการใช้ความรุนแรง
a. George Bush Jnr.
b. Martin Luther King Jr.
c. John Kennedy
d. Leon Trotsky
7. Who was the first person to walk on the moon?
ท่านผู้ใดเป็นบุคคคลสำคัญที่เหยียบบนพื้นดวงจันทร์คนแรก
a. John Glenn
b. Clint Eastwood
c. Neil Armstrong
d. Yuri Gagarin
8. What was the name of the ship that brought the Pilgrims to New England in 1620?
ชื่อของเรือที่นำนักท่องเที่ยวมาจากอังกฤษเข้ามาบุกเบิกอเมริกาในปี ค.ศ. 1620
a. Golden Hinde
b. Sunflower
c. Mayflower
d. Titanic
9. Where's the White House located?
บ้านประธานาธิบดี ที่เรียกกันว่า The White House นั้นตั้งอยู่ที่เมืองใด
a. New York
b. Washington, D.C.
c. Boston
d. Chicago
10. What organization tries to find solutions to world problems and disputes?
องค์กรใดที่ก่อตั้งเพื่อยุติปัญหาทางการเมืองในโลกและความปัญหาต่างๆในโลก
a. The United Nations
b. IMF
c. FIFA
d. NATO
11. What does IMF stand for?
IMF หรือองค์กรกู้ยืมเงินตราระหว่างนานาชาติในต่างประเทศนั้น ย่อมาจากคำใด
a. International Monetary Foundation
b. International Monetary Fund
c. Internal Money Foundation
d. Internal Monetary Fund
12. Who said: 'We hold these truths to be self evident that all men are created equal'?
ท่านผู้ใดเป็นคนพูดว่าด้วยเรื่องหลักมนุษยชาติด้านความเสมอภาคของพลเมือง
a. Bill Clinton
b. George Washington
c. Richard Nixon
d. Thomas Jefferson

ข้อมูลคำถามเหล่านี้เป็นคำถามส่วนหนึ่งของความรู้รอบตัวซึ่งนำมาจากคำถาม ข้อสอบในการสอบ U.S. Citizenship ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่เคยรู้ความเป็นมาหรือข้อมูล ประเทศของประเทศสหรัฐอเมริกาในการขอกรีนการ์ดเพื่อที่จะเป็นพลเมืองแบบถาวรหรือทำงานอย่างถูกกฏหมายได้ใน อเมริกา
ANS: 1) a 2) b 3) d 4) a 5) c 6) b 7) c8) c 9) b 10) a 11) b 12) d
นิตยสารการศึกษาอัพเกรด ฉบับ 122

 
READ MORE - General knowledge for English

14.8.55

เทคนิคการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

  • จำศัพท์เป็นกลุ่ม วิธีที่จะจำศัพท์ได้ง่าย  คุณควรจะต้องจำเป็นกลุ่มคำที่มีความหมายเหมือนกัน  และกลุ่มคำที่มีความหมายตรงกันข้ามกัน
  • จำศัพท์และวาดภาพคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกัน ถ้าคุณสามารถวาดภาพของคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกัน  ออกมาเป็นแผนผังหรือจัดหมวดหมู่   ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างศัพท์เหล่านั้น  แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผัง จะทำให้คุณจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
  • ใช้อุปกรณ์ช่วย คุณอาจทำบัตรคำศัพท์ภาษาอังกฤษ พร้อมความหมาย และตัวอย่างประโยค แล้วนำมาเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง และเพิ่มคำศัพท์เหล่านั้นทุกสัปดาห์  คุณก็จะมีสต๊อคคำศัพท์ที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที
  • สร้างจุดเด่นของลักษณะคำศัพท์กลุ่มนั้น    เช่น เมื่อกำหนดกลุ่มคำศัพท์ได้แล้วว่า  กลุ่มที่หนึ่งคือกลุ่มคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน  คุณก็กำหนดให้กลุ่มนั้นเป็นสีฟ้า  (คำศัพท์เหล่านั้นก็จะใช้ปากกาเน้นข้อความสีฟ้า เน้นทับไปที่กลุ่มคำเหล่านั้น),  กลุ่มที่สองคือกลุ่มคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องอวัยวะหรือส่วนต่างๆในร่างกาย   คุณก็กำหนดให้กลุ่มนั้นมีสีเหลือง (คำศัพท์เหล่านั้นก็จะใช้ปากกาเน้นข้อความสีเหลือง เน้นทับไปที่กลุ่มคำเหล่านั้น) เป็นต้น  ซึ่งสีที่แตกต่างกัน จะทำให้จำคำศัพท์เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น
  • ตั้งเป้าหมายอย่างง่ายๆ  แต่ทำอย่างสม่ำเสมอ  คือการตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเปิดคำศัพท์เหล่านั้นทบทวนสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และตั้งเป้าว่าจะเพิ่มคำศัพท์ 5-10 คำศัพท์ต่อสัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ
READ MORE - เทคนิคการจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

vocabularyหมวดคอมพิวเตอร์

ในปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำาวันของเราเป็นอย่างมาก บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ
คำาศัพท์ที่ใช้กันในคอมพิวเตอร์ เรามีศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาบอกกัน
Gateway
ความหมาย : ประตูสัญญาณที่ต่อเชื่อมไว้ระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ต่างตระกูลกัน
Enable
ความหมาย : ทำาให้ใช้งานได้ หรือ ทำาให้มีความสามารถ,ให้ทำางาน
Error massage
ความหมาย : ข้อความแสดงความผิดพลาด , ข้อความระบุความผิดพลาด
Download
ความหมาย : โอนย้ายข้อมูลหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากระบบที่ใหญ่สู่ระบบที่เล็กกว่า
Disable
ความหมาย : ทำาให้ใช้งานไม่ได้
byte
ความหมาย : ขนาดของข้อมูลของข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ จำานวน 8 บิต, หน่วยของข้อมูล สำาหรับ
คอมพิวเตอร์เท่ากับ 1 ตัวอักษรหรือ ตัวเลข 1 ตัว กลุ่มเลขฐานสอง จำานวน 8 บิต ซึ่งใช้แทนตัวอักษร หรือ
ตัวเลข 1 ตัว
bit
ความหมาย : บิต, เลขโดดฐาน 2,โดยทั่วไปเราจะเรียกติดปากว่าเลขฐานสอง, หน่วย ข้อมูลที่เล็กที่สุด มีค่า
เป็นตัวเลขระบบฐาน 2 คือ 0 หรือ 1
หมายเหตุ คือข้อมูลมีค่าเป็นตัวเลขฐาน 2 คือ 1 หรือ 0 อย่างไดอย่างหนึ่งเท่านั้น
bps
ย่อมาจาก :Byte per second
ความหมาย : ไบต์ต่อวินาที เช่น เป็นหน่วยการรับส่งข้อมูลว่าในหนึ่งวินาทีรับหรือส่งข้อมูลได้กี่ไบต์(1
byte = 8 bit)
Noise
ความหมาย : สัญญาณรบกวน , คลื่น รบกวน ที่มีผลต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ PC
Protocol
ความหมาย : วิธีปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานในการจัดส่งผ่านข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเรียก วิธีการ
ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์
Lan
ย่อมาจากคำาว่า :Local Area Network
ความหมาย : ระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ชนิดหนึ่งที่เชื่อมคอมพิวเตอร์ เข้าด้วยกันโดยใช้ เครือข่ายท้อง
ถิ่น เช่น การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันโดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ไกล้ก ันหรือไม่ไกลกันมาก
IP Address
ความหมาย : คือหมายเลขอินเตอร์เน็ตหรือหมายเลขประจำาตัวของคอมพิวเตอร์ ชึ่งจะมีหมายเลขที่ไม่ซ้ำา
กัน
เลย ประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด ที่คั่นด้วยจุลภาค (.) โดยตัวเลข แต่ละชุดจะมีค่าได้ตั้งแต่ 0 จนถึง 255 เช่น
172.16.1.189 เป็นต้น
ADSL
ย่อมาจาก :Asymmetric Digital Subscriber Line
ความหมาย : คือเทคโนโลยี การสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงบนข่ายสายทองแดงหรือคู่สายโทรศัพท์ ซึ่ง
สามารถแยกสัญญาณข้อมูลและเสียงออกจากกัน ทำาให้สามารถโทรศัพท์และใช้อินเตอร์เน็ตได้พร้อมกัน
โดยมีลักษณะ สำาคัญคือ มีอัตราการรับข้อมูล (Downstream) สูงสุดที่ 8 Mbps. และ อัตราการส่งข้อมูล
(Upstream) สูงสุดที่ 1 Mbps. โดยระดับความเร็วในการรับ-ส่ง ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับระยะทาง และคุณภาพ
ของคู่สายนั้นๆ ADSL เป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดา แต่ต้องใช้โมเด็มที่เป็น
ADSL ด้วย ADSL เป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดา แต่ต้องใช้โมเด็มที่เป็น ADSL
ด้วย
DNS
ย่อมาจาก :Domain Name System
ความหมาย : คือ ระบบชื่อโดเมนที่ใช้อ้างอิงถึงคอมพิวเตอร์ ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ต
E-mail
ย่อมา จาก :Electronic Mail
ความ หมาย : จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นข้อมูลที่มีการรับและส่งโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผ่านเครือ
ข่ายของการสื่อสาร เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถส่งไปได้ไกลทั่วโลกเร็วและประหยัด
Home page
ความหมาย : ข้อความหรือกราฟิกที่แสดงหน้าแรกของ Word Wide Web (WWW)
Modem
ย่อมาจาก :Modulator Demodulator
ความหมาย : คืออุปกรณ์ ที่ทำาหน้าที่ในการเปลี่ยนสัญญาณดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาลอก เพื่อส่งไปบน
สายโทรศัพท์และในทำานองกลับกัน ก็รับสัญญาณจากสายโทรศัพท์ เพื่อเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณดิจิตอลดัง
เดิม โมเด็มแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ External Modem , Internal Modem อธิบายได้อีกอย่างก็คือ เป็น
อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ทำาหน้าที่รับและส่งข้อมูลของคอมพิวเตอร์ ขณะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
ปัจจุบันบางรุ่นสามารถรับส่งแฟ๊กซ์ได้
URL
ย่อมาจาก :Uniform Resource Locator
ความหมาย : คือรหัสค้นข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่เป็นบริการสื่อสารเวิล์ดไวด์ เว็บ ซึ่งมีรูปแบบดังนี้
type://host/path/file
type : เป็นรูปแบบการสื่อสาร เช่น http , ftp
host : เป็นชื่อโฮสต์ของคอมพิวเตอร์เซอร์เวอร์
path : เป็นไดเรกทอรีบนเซิร์ฟเวอร์ในรูปแบบของระบบยูนิกซ์ file : เป็นชื่อไฟล์ข้อมูล เช่น
http://www.noknoi.com : ที่อยู่ของข้อมูลบน WWW ซึ่งถ้าเราจะหาข้อมูลเราต้องทราบที่อยู่ของ home page
หรือ URL ก่อน
Website
ความหมาย : คือระบบคอมพิวเตอร์ ที่ทำาหน้าที่เก็บ Web Page ต่างๆ หรือคือสถานที่ที่อยู่ของ Home page
นั่นเอง คือโปรแกรมที่ใช้ในการเข้าสู่ www เช่น Internet Explorer และ Netscape Navigator เป็นต้น
ที่มาจาก : vcharkarn.com
READ MORE - vocabularyหมวดคอมพิวเตอร์

12.8.55

วิเคราะห์ศัพท์ภาษาอังกฤษ

    วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ศัพท์ภาษาอังกฤษกันนะครับ การวิเคราะห์ใช้เวลาค่อนข้างนาน และควรมีอินเตอร์เน็ตที่เร็วพอสมควร แต่ถึงกระนั้นก็คุ้มค่าครับ เพราะทำให้เราจำคำศัพท์ได้ขึ้นใจ ชนิดลืมไปเลยว่าเคยลืมครับ
    แต่หากท่านไม่มีเวลาวิเคราะห์ศัพท์ภาษาอังกฤษเองก็สามารถเข้ามาอ่านที่บล็อกของผมได้นะครับ เมื่อครั้งที่แล้วผมได้นำเสนอคำศัพท์ infirior ซึ่งแปลว่า ด้อยกว่า มาวันนี้ผมจะวิเคราะห์คำศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า superior ไม่ต้องเดาก็พอรู้ว่าแปลว่า เหนือกว่า

   คำว่า superior ถูกนำไปใช้หลายวงการนะครับ ผมขอกล่าวถึงวงการโรงแรมก่อน เพราะผมเองชอบเปลี่ยนบรรยากาศไปนอนที่โรงแรมบ่อยๆครับ

   ในวงการโรงแรมทุกวันนี้จะจัดไว้ตอนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งหากเราเข้าไปใช้บริการเราจะสังเกตุเห็นศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า  Superior Room ซึ่งหมายถึง ห้องพักเกรดระดับกลางดีกว่าห้อง Standard  room และแน่นอนราคมจะสูงกว่าเล็กน้อยด้วย

ไหนๆก็ได้พูดถึงศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับวงการโณงแรมแล้ว ผมเองก็ขอนำเอาศัพท์ของวงการโรงแรมมานำเสนอด้วยนะครับ
     adjoining Room หมายถึง ห้องพักที่อยู่ติดกัน





         
  Conecting Room หมายถึง ห้องพักที่มีประตูภายในเปิดทะลุถึงกันได้   
         
  Double Room หมายถึง ห้องพักที่มี เตียงใหญ่ 1 เตียง พักได้ 2 ท่าน  
         
  Duplex หมายถึง ห้องชุดแบบมีบันไดขึ้นลงอยู่ภายในห้องและมีห้องรับแขก หรือ ห้องนั่งเล่น  
         
  Twin Room หมายถึง ห้องพักที่มี 2 เตียง แยกกัน พักได้ 2 ท่าน  
         
  Extra Bed หมายถึง เตียงเสริม  
         
  Single Bed หมายถึง เตียงนอน 1 ท่าน ขนาดเล็ก ประมาณ 36x75 นิ้ว  
         
  King size Bed หมายถึง เตียงนอนขนาดใหญ่ มีขนาดประมาณ 78x80 นิ้ว  
         
  Queen size Bed หมายถึง เตียงนอนขาดใหญ่ แต่เล็กกว่า King size เล็กน้อย  
         
  Hospitality หมายถึง ห้องจัดเลี้ยง หรือ ห้องรับรองลูกค้า  
         
  Hospitality Suite หมายถึง ห้องนองที่มีห้องรับแขกอยู่เชื่อมต่อกันใช้เป็นห้องรับรองลูกค้า  
         
  Single Room หมายถึง ห้องพักเตียงเดี่ยว  
         
  Standard Room หมายถึง ห้องพักที่มีเกรดต่ำสุดเท่าที่โรงแรมนั้นมีทั้งหมด  
         
  Superior Room หมายถึง ห้องพักเกรดระดับกลาง ดีกว่า Standard Room  
         
  Deluxe Room หมายถึง ห้องพักเกรดสูง มากกว่า Superior Room แต่ไม่ถึง Suite  
         
  Suite หมายถึง ห้องพักเป็นห้องชุดที่มีส่วนรับรองแขก และ อาจมีส่วนกระกอบอาหารเล็กๆภายในห้องด้วย  
         
  Family Room หมายถึง ห้องพักที่มีเตียงใหญ่ พักได้ 2-4 ท่าน ภายในห้อง  
         
  Studio Room หมายถึง ห้องพักห้องใหญ่ มีห้องน้ำภายในห้องนอน มีครัวเล็กๆ หรือส่วนประกอบอาหารภายในห้อง พักได้ 1-2 ท่าน  
         
  Junior Suite หมายถึง ห้องพักขนาดใหญ่ ที่มีส่วนนั่งเล่นอยู่ภายในห้องเดียวกัน   
         
  Penthouse หมายถึง ห้องพักที่อยู่ชั้นบนสุดของอาคารและต้องหรูหรา  
         
  Upgrade หมายถึง ลูกค้าได้พักห้องที่มีระดับสูงหรือหรูหรากว่าห้องที่จองไว้ โดยไม่ต้องชำระค่าบริการเพิ่ม  
         
  Downgrade หมายถึง การย้ายห้องลูกค้าไปยังห้องที่มีระดับต่ำกว่าที่จองไว้โดยคิดค่าบริการตามราคาห้องที่ย้ายไปพัก  
         
  Walk in หมายถึง ลูกค้าที่เข้าพักโดยไม่ได้จองล่วงหน้า   
         
  Skipper หมายถึง ลูกค้าที่ออกจากโรงแรมโดยไม่ได้เช็คเอ้าท์ หรือ ออกไปโดยไม่ได้ชำระค่าห้อง  
         
  Joiner หมายถึง บุคคลที่เข้าพักเพิ่มร่วมกับลูกค้า  
         
  Sleeper หมายถึง ห้องพักว่างที่เข้าใจผิดคิดว่ามีลูกค้าพักอยู่  
         
  Stay Over หมายถึง ลูกค้าที่เข้าพักต่ออีก 1 คืน หรือมากกว่าจากที่จองไว้  
         
  F.I.T. หมายถึง Free Individual Traveler นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าพักตามลำพัง 1 ห้องหรือ 2 ห้อง โดยไม่ได้มาเป็นกลุ่ม  
         
  G.I.T. หมายถึง Group Individual Travellers นักท่องเที่ยวที่เข้าพัก แบบกรุ๊ป หรือ กลุ่ม หมู่คณะ  
         
  F.O.C หมายถึง Free Of Charge คือ ฟรี! ไม่เก็บเงิน  
         
  Flat rate หมายถึง อัตราค่าห้องแบบขายเป็นกรุ๊ป ที่ทำการตกลงกันล่วงหน้า   
         
  Rack rate หมายถึง อัตราค่าห้องพักเต็ม ราคาเต็ม ที่ไม่มีส่วนลด  
         
  Special Offer หมายถึง ราคาพิเศษ ส่วนลดพิเศษ  
         
  Reservation หมายถึง การจองห้องพัก การสำรองห้องพัก  
         
  Day use หมายถึง อัตราค่าห้องที่ลูกค้าเข้าพักในช่วงกลางวันที่ลูกค้าชำระอัตราค่าบริการครึ่งหนึ่งของราคาปรกติ  
         
  Complimentary หมายถึง อภินันทนาการฟรี ไม่คิดค่าบริการ   
         
  Term and Conditions หมายถึง ข้อตกลงและเงื่อนไข ที่ลูกค้าต้องทราบก่อนเข้าพัก  
         
  Accommodation หมายถึง การอำนวยความสะดวก  
         
  Facility หมายถึง สิ่งอำนวยความสะดวก  
         
  Recreation หมายถึง สถานที่หรือกิจกรรมสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ  
         
  ABF  หมายถึง อาหารเช้า แบบอเมริกัน 







READ MORE - วิเคราะห์ศัพท์ภาษาอังกฤษ

บทความที่ได้รับความนิยม

ป้ายกำกับ

การทําข้อสอบreading (1) เก่งภาษาอังกฤษในเวลาสั้นๆ (1) เกมภาษาอังกฤษสำหรับอนุบาล (1) ข้อสอบพวก TOEFL (2) ข้อสอบภาษาอังกฤษ (1) ครูพี่แนน (2) คล้องจอง (1) เคล็ดลับการทำข้อสอบreading (2) จำคำศัพท์ (17) เดาศัพท์ภาษาอังกฤษ (9) ติวภาษาอังกฤษตัวต่อตัว (14) ติวศัพท์ (20) ท่องศัพท์ (14) เทคนิคการสอนคำศัพท์ (6) เทคนิคใช้that (1) แนะนำหนังสือภาษาอังกฤษ (6) บทสนทนา (2) บทสนาทนาภาษาอังกฤษ (4) ฟังภาษาอังกฤษ (3) ภาษาอังกฤษ (21) ภาษาอังกฤษกับกฎหมาย (1) ภาษาอังกฤษทางบัญชี (1) รวบรวม25กฎของอาจารย์บุญชัย (1) เร่งสปีด (1) เรียนภาษาอังกฤษ (28) เรียนภาษาอังกฤษราคาถูก (8) สอนศัพท์ (11) หลักการใช้ that (1) อาจารย์สมศรี (1) อ่านภาษาอังกฤษ (1) AX 22 (1) cd เรียนภาษาอังกฤษ (1) CDเรียนภาษาอังกฤษ (1) closing sections (1) Cloze Test (1) conversation (1) dictionary (1) fast-english (1) General knowledge (1) GMAT (1) inferior (1) Language in Daily Life (1) main idea (2) parts of speech (1) prefix and suffix (1) reading comprehension (2) reading skill (2) TOEFL (1) TOPIC NOUN (1) vocabulary (2) vocabulary game (2) word formation (2)
 
Copyright © 2011 เรียนภาษาอังกฤษ | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio
Top Stories