แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ติวภาษาอังกฤษตัวต่อตัว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ติวภาษาอังกฤษตัวต่อตัว แสดงบทความทั้งหมด

20.8.55

ศัพท์ภาษาอังกฤษทางบัญชีที่ต้องรู้

กระแสเงินสด cash flow
กระแสเงินสดเข้า cash inflow
กระแสเงินสดออก cash outflow
กระดาษทำการสอบบัญชี audit working papers
กลุ่มหลักทรัพย์ security portfolio
กองทุน fund
กองทุนจม sinking fund
กองทุนบำเหน็จ บำนาญ pension fund
 กองทุนพันธบัตร boud fund
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ provident fund
ก่อนหักรายจ่าย gross การเช่า leasing
การเปลี่ยนแปลงทางการบัญชี accounting change
 การเปิดเผยข้อมูล disclosure
 การเสนอขายหลักทรัพย์แบบเจาะจง private offering,
การเสนอขายหลักทรัพย์แบบทั่วไป public offering
การแปลงสภาพ conversion
การแยกหุ้นทุน stock split
การแลกเปลี่ยน barter
การแลกเปลี่ยนเช็ค exchange cheque
การแลกเปลี่ยนหนี้ต่างสกุลเงินกัน currency seap
การแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ของสกุลเงินเดียวกัน single currency interest rate swap
การแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยต่างสกุลเงิน cross currency interest rate swap
การแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง basis swap
การโอนสิทธิ assignment
 การใช้บัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน assigned accounts receivable
การกำหนดมูลค่าทางการบัญชี accounting valuation
การขายผ่อนส่ง installment sale
การควบกิจการ business combination
การควบกิจการ merger
การควบคุมโดยใช้งบประมาณดำเนินงาน budgetary control
การควบคุมจำนวนการผลิต production control
การควบคุมทางการบัญชี accounting control
การควบคุมภายใน internal control
การควบคุมสินค้าคงเหลือ inventory control
 การคิดค่าเสื่อมราคาโดยวิธีดอกเบี้ยทบต้น compound interest depreciation method
การคิดค่าเสื่อมราคาโดยวิธีรวมกลุ่ม group depreciation method
การคิดค่าเสื่อมราคาโดยวิธีส่วนร่วม composite depreciation method
 การคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราเร่ง accelerated depreciation
การจัดสรร appropriation
 การจัดสรรกำไรสุทธิ appropriation of net income
 การจัดหาเงินโดยบัญชีลูกหนี้การค้า account receivable financing
การจับคู่ระหว่างรายได้กับรายจ่าย matching การจ้างงาน employment
การจำนำบัญชีลูกหนี้ pledging of accounts receivable
การซื้อขายบัญชีลูกหนี้ factoring
การตรวจสอบโดยการวิเคราะห์ analytical review
READ MORE - ศัพท์ภาษาอังกฤษทางบัญชีที่ต้องรู้

16.8.55

คำแนะนำการพัฒนาภาษาอังกฤษ

คำแนะนำการพัฒนาภาษาอังกฤษครับ (คำเตือน ค่อนข้างยาวครับ)

มีคนหลาย คนมักถามว่า ทำอย่างไรกับการเตรียมตัวด้านภาษา หรือพัฒนาภาษา ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบเรียนภาษามากๆครับ แม้ว่าผมจะไม่ได้เก่งอะไรมากมาย แต่ก็คิดว่าช่วงหนึ่งผมฝึกภาษาให้ตัวเองได้ดี และเห็นพัฒนาที่ดีขึ้น

ผม อนุญาตออกตัวเพื่อความน่าเชื่อถือครับ ผมสอบ TOEFL ครั้งแรกได้ 600 กว่า และ IELTS ได้ 8 (แต่ไม่ใช่ครั้งแรก) ผมไม่ใช่คนเก่งครับ แต่ผมฝึกตัวเองหนักพอสมควร อย่างตอนสอบโทเฟิลก็ไม่ได้ไปเรียนพิเศษที่ไหนครับ เพราะอาศัยติวตัวเอง ผมขอใช้เนื้อที่ตรงนี้เขียนแนะนำนะและแชร์ประสบการณ์ให้ฟังนะครับ

ทักษะการเขียน ที่ดีที่สุดคือ

1) เริ่มต้นจากการสร้างพื้นฐานไวยากรณ์ให้แน่นก่อนครับ เพื่อสร้างความมั่นใจ ฝึกทำแบบฝึกหัดไวยากรณ์เยอะๆครับจะช่วยได้มาก (ดูส่วนไวยากรณ์ข้างล่างเพิ่มเติมครับ)

2) สำหรับคนที่คิดว่าพื้นไวยากรณ์พอใช้ได้แล้ว แต่อยากฝึกให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แนะนำให้ไปเรียนตาม รร สอนภาษาหรือ ศูนย์ภาษาของมหาลัยต่างๆครับ เช่น จุฬา ราม ธรรมศาสตร์ คณะมนุษย์ (ม.เกษตร) ตจว ก็น่าจะมีครับ มีครูคอยช่วยตรวจแก้ภาษาเขียนให้เราได้ ถ้าต้องการซื้อหนังสือเพื่อฝึกฝนเอง แนะนำ การเขียนภาษาอังกฤษ ของ มสธ ครับ

สำหรับคนที่ต้องการหนังสือ ที่ฝึกการเขียนเชิงวิชาการ ผมแนะนำ Academic Writing for Graduate Students: A Course for Nonnative Speakers of English ผู้เขียนJohn M. Swales & Christine B. Feak พิมพ์โดย The University of Michigan Press

ทักษะการอ่าน

1) อ่านเยอะๆครับ คนทั่วไปมักคิดว่าทักษะนี้ง่าย ทักษะการอ่านไม่ใช่การอ่านเพียงแค่เก็บใจความสำคัญ (main idea) กับ รายละเอียดเท่านั้นนะครับ ยังมีทักษะย่อยๆอีกมากที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป เช่นการเดาคำศัพท์จากบริบท การอ่านเร็วหรือการอ่านแบบกวาดสายตา ที่สำคัญและยากคือการอ่านเพื่อเดาความหมายที่เป็นนัยของผู้เขียน (making inferences) บ่อยครั้งที่ผู้เขียนต้องการสื่ออะไรบางอย่าง แต่ไม่เขียนบอกเราตรงๆ

ทักษะนี้สำคัญมากในด้านวิชาการ หรือการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารหรือ นสพ มีหนังสือหลายเล่มที่วางขายในท้องตลาดที่ช่วยฝึกการอ่านครับ เล่มที่เป็นที่นิยมใช้และค่อนข้างดีแต่เก่าไปนิด ของอ.สมุทร เซ็นเชานิช เทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ หรือ การอ่านภาษาอังกฤษ ของ มสธ ก็ดีมากครับ

2) ส่วนการอ่าน นสพ นั้นเป็นทักษะที่ค่อนข้างสูง เพราะภาษาใน นสพ ต่างจากภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น การใช้คำศัพท์ ถ้าอยากฝึกอ่านข่าวคล่องๆ แนะนำ English by Newspaper-วิธีการอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษให้เข้าใจ (Terry Fredrickson) สำหรับคนที่ไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง

เริ่มจาก นสพ ที่เด็กมัธยมใช้เรียนก่อนก็ได้นะครับ เช่น Student Weekly ผมว่าง่ายและได้สาระมากมายจากการอ่านด้วยครับ นิตรสารที่ฝึกภาษาอังกฤษอื่นๆ เช่น Future ก็โอเคครับ มีคำแปล พร้อมศัพท์ให้เรา เป็นการปูพื้นก่อนการอ่าน พวก Time หรือ Reader’s Digest ซึ่งใช้ภาษายากมาก คนที่ฐานไม่ค่อยดีนั้น อย่ารู้สึกอายนะครับที่จะต้องเริ่มฝึกอ่านอะไรง่าย เช่น Student Weekly ผมว่าเราเรียนรู้ศัพท์และสำนวนได้เยอะมากกว่าอ่านพวกยากๆนะครับ เพราะเขามีคำแปลให้ แถมยังมีอะไรสนุกๆเกี่ยวกับภาษาให้เรียนรู้ได้เยอะด้วยครับ

จากคุณ : ครูสอนภาษาอังกฤษ - [ 25 เม.ย. 47 00:41:55 A:155.245.127.247 X: ]


ทักษะ การฟัง ไม่มีอะไรมากมายครับ เวลาดูละครหรือหนังฝรั่งก็พยายามฟังภาคภาษาอังกฤษ การฝึกฟังข่าวก็ช่วยได้ (แม้ว่าจะยากมากหน่อย) ผมแนะให้ฟัง ข่าว CNN หรือ วิทยุ BBC ครับ นักข่าวจะพูดภาษาอังกฤษชัดเจนมาก รื่นหู ทนฟังไปเรื่อยๆนะครับ สักวันมันจะต้องดีขึ้นได้

ตอนผมมาเรียนเมืองนอกใหม่ๆ ผมฟังอาจารย์บางท่านที่พูดเร็วๆ ไม่ได้ค่อยได้ แต่อยู่ไปสักพักก็จะรู้สึกว่า มีทักษะการฟังที่ดีขึ้นครับ ทีวีเมืองไทยบางช่องก็มีข่าวภาคภาษาอังกฤษนิครับ เช่นช่อง 11 เวลาไหนผมจำไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้ผมไม่ได้อยู่เมืองไทย ใครรู้ว่ามีช่องไหน เวลาไหน ก็บอกเพิ่มเติมกันด้วยนะครับ ผมแนะนำหนังสือประกอบเทปฝึกฟังข่าว ของ สถาบัน TGRE ครับ ชื่อ
NEWS READERS

ทักษะการพูด

1) อย่ากลัวหรืออายที่จะพูดผิดครับ เพราะเจ้าของภาษาพูดผิดๆมีเยอะไปครับ ดูเหมือนเจ้าของภาษาที่มีการศึกษาบางคน (สังเกตจากละครหรือหนังมีให้เห็นบ่อยๆ) เขาไม่ใส่ใจด้วยซ้ำไปครับ เช่นพูด He don’t แทน He doesn’t หรือ There’s five peopleแทน There’re five people มีให้เห็นโดยทั่วไปเหมือนภาษาเพลงเลยครับ แต่ที่ดีที่คือ พยายามพูดให้ถูกต้องนะดีแล้วครับ แต่ก็อย่ากลัวหรืออายทีจะพูดผิดนะครับ

2) ถ้ามีโอกาสไปเรียนการสนทนากับเจ้าของภาษาได้ก็จะดีมากครับ เช่นที่ AUA หรือ British Council ผมเคยเรียนที่แรก ตอน ม4 เรียนแค่ 2 คอร์ส ก็ช่วยให้ผมพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมากเลยครับ มั่นใจในการพูดมากขึ้น กล้าพูดกับฝรั่ง เรียนก็สนุก (แต่นั่นมันยุคนานมาแล้วครับ)

3) ออกเสียงให้ชัดเจนครับ ภาษาอังกฤษต่างจากเราตรงโทนเสียง มีขึ้นลง มีการเน้นคำ (stress) ตรงนี้สำคัญมากๆเพราะถ้าใช้โทนเสียงที่ต่างกันไป ความหมายก็เปลี่ยนไป ถ้า stress ผิดที่ ก็สือความหมายผิด เช่น refuse ถ้าเน้นพยางค์แรกแปลว่า ขยะ ถ้าเน้นข้างหลังแปลว่าปฎิเสธ ที่แย่กว่านั้น ไม่ใช่แค่ฝรั่งเข้าใจผิด แต่กลับฟังเราไม่รู้เรื่องด้วยครับ ดังนั้นอย่าอายที่จะออกเสียงให้เหมือนเจ้าของภาษา ไม่ต้องอายหรือกลัวว่าใครจะหาว่าเราดัดจริต

ไวยากรณ์ ทักษะนี้สำคัญมากๆ ต้องให้การเอาใจใส่มากๆครับ คนที่จะภาษาดีหรือไม่ดี อยู่ที่ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ อีกส่วนคือความรู้ด้านศัพท์และสำนวน

1) อาศัยการท่องจำครับ วิธีหนึ่งที่จะช่วยเราได้คือ ฝึกทำแบบฝึกหัดเยอะๆครับ เหมือนทำโจทย์เลข ยิ่งทำแบบฝึกหัดมากยิ่งชำนาญมาก แต่ง่ายกว่าโจทย์เลข เพราะส่วนใหญ่โจทย์ไวยากรณ์ไม่มีการพลิกแพลงเหมือนโจทย์เลข จะมีก็แต่ข้อยกเว้นที่เราต้องจำ

2) อีกวิธีที่จะช่วยเราได้ เวลาเรียนไวยากรณ์แต่ละเรื่อง ลองพยายามนึกแต่งประโยคพูดเองง่ายๆดู เช่น กฎข้อหนึ่งของการใช้ Present Perfect Tense คือ ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว (แต่ไม่ระบุเวลาให้ชัดเจน) เช่นกรณีที่ถามว่าใครทำอะไรไปแล้วหรือยัง

วิธีที่จะช่วยให้จำกฎได้ คือ นึกประโยคพูดง่ายๆ (พร้อมการออกเสียงให้ชัดเจน) ครับ นึกพูดไปเรื่อยๆ เท่าที่จะทำได้ เช่น Have you done your homework? Have you washed the dishes? Has she gone home? I have been to Paris twice. I have eaten lamb before. ฯลฯ ผมเคยใช้วิธีนี้กับตัวเอง หรือไม่ก็เอามาใช้ฝึกพูดกับเพื่อนคนไทยด้วยกัน มันทำให้ผมจำกฎได้จนขึ้นใจเลยครับ และไม่รู้สึกว่าการท่องจำกฎไวยากรณ์เป็นอะไรที่ยากเลย ผมว่าท่องตำราแพทย์ยังยากกว่าหลายเท่าตัว

อยากเน้นว่า ไวยากรณ์สำคัญมากๆ คนที่ไวยากรณ์ดีได้เปรียบทางภาษาไปเยอะเลย นอกจากจะสำคัญกับการฟัง การเขียนแล้ว ไวยากรณ์มีส่วนช่วยทักษะการอ่านด้วยครับ ผมแนะนำหนังสือ Grammar in Use ของสำนักพิมพ์ Cambridge University Press สำหรับคนพื้นไม่ดีและพื้นปานกลาง มีทั้งเวอร์ชั่น British English (เล่มสีฟ้า) American English (เล่มสีม่วงอ่อน) มีอีกเล่ม Advanced English Grammar in Use อันนี้ระดับยาก อาจไม่จำเป็นสำหรับคนทั่วไป เพราะผมคิดว่าเล่มแรกก็ดีพอแล้ว ความเห็นผม หนังสือไวยากรณ์ชุดนี้ดีมาก อ่านเข้าใจง่าย มีหนังสือแบบฝึกหัดเพิ่มเติมด้วย (แยกต่างหากจากแบบฝึกหัดในหนังสือหลักที่มีอยู่แล้ว) Edition ล่าสุด สีสันสวยงาม ผมไม่แนะนำให้ซื้อหนังสือไวยากรณ์ของผู้เขียนคนไทยครับ ผมไม่ประทับใจเลยหลายๆเล่ม ที่สำคัญเสนอข้อมูลให้ผิดๆด้วย
READ MORE - คำแนะนำการพัฒนาภาษาอังกฤษ

General knowledge for English

หนึ่งในหลายวิธีการเดาคำศัพท์ภาษาอังกฤษนอกเหนือจากการเดาด้วยรากศัพท์หรือเดาจากบริบทแล้ว การใช้ความรู้ทั่วไป(General knowledge)หรือความรู้เฉพาะสาขาวิชาก็สามารถช่วยให้เรา UP คะแนนภาษาอังกฤษไปได้อีกเยอะมาก โดยเฉพาะในส่วนของ general knowledge ซึ่งคุ้มค่าแก่การศึกษามากครับ  general knowledge ที่ต้องศึกษาก็อย่างเช่น สงครามโลกครั้ง 1 และ 2  หรือ ความรู้ด้านสังคมวิทยา หรือหากเรียนระดับอุดมศึกษาก็เป็นวิชาโลกศึกษาหรือGlobal Educationวันนี้ขอนำเสนอตัวอย่างข้อสอบที่เป็นส่วนที่ต้องใช้ General knowledge หากเราไปเจอบทความประเภท General knowledge เราก็แทบไม่ต้องอ่านไม่ต้องเดามาก เพราะเรารู้เรื่องราวอยู่แล้วครับ

1. What are the two major parties in the USA?.
สองพรรคการเมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกาได้แก่ข้อใด
a. The Republicans and the Democrats.
b. The Republics and the Socialists.
c. The Democrats and the Labour Party.
d. The Conservationists and the Democrats.
2. How many states are there in the US?.
สหรัฐอเมริกานั้นประกอบไปด้วยมลรัฐทั้งหมดเท่าใด
a. 49
b. 50
c. 51
d. 52
3. What do Americans celebrate on 4th July?
วันที่สี่ เดือนกรกฏานั้น คนอเมริกาจัดให้วันดังกล่าวเป็นวันสำคัญอะไร
a. Thankgiving day.
b. The Revolution.
c. The Discovery of America.
d. Independence Day.
4. In which year was the independence from England declared?
ในปี ค.ศ. เท่าไรที่ประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศเป็นเอกราชจากประเทศอังกฤษ
a. 1776
b. 1876
c. 1679
d. 1779
5. Which president freed the slaves?
ประธานาธิบดีคนใดที่เป็นคนยกเลิกทาสในสหรัฐอเมริกา
a. Thomas Jefferson
b. George Washington
c. Abraham Lincoln
d. Bill Clinton
6. Who was the civil rights leader who fought through nonviolent action?
ท่านผู้ใดเป็นบุคคคลสำคัญที่ต่อต้านสงครามกลางเมือง USA ด้วยความสงบและไม่มีการใช้ความรุนแรง
a. George Bush Jnr.
b. Martin Luther King Jr.
c. John Kennedy
d. Leon Trotsky
7. Who was the first person to walk on the moon?
ท่านผู้ใดเป็นบุคคคลสำคัญที่เหยียบบนพื้นดวงจันทร์คนแรก
a. John Glenn
b. Clint Eastwood
c. Neil Armstrong
d. Yuri Gagarin
8. What was the name of the ship that brought the Pilgrims to New England in 1620?
ชื่อของเรือที่นำนักท่องเที่ยวมาจากอังกฤษเข้ามาบุกเบิกอเมริกาในปี ค.ศ. 1620
a. Golden Hinde
b. Sunflower
c. Mayflower
d. Titanic
9. Where's the White House located?
บ้านประธานาธิบดี ที่เรียกกันว่า The White House นั้นตั้งอยู่ที่เมืองใด
a. New York
b. Washington, D.C.
c. Boston
d. Chicago
10. What organization tries to find solutions to world problems and disputes?
องค์กรใดที่ก่อตั้งเพื่อยุติปัญหาทางการเมืองในโลกและความปัญหาต่างๆในโลก
a. The United Nations
b. IMF
c. FIFA
d. NATO
11. What does IMF stand for?
IMF หรือองค์กรกู้ยืมเงินตราระหว่างนานาชาติในต่างประเทศนั้น ย่อมาจากคำใด
a. International Monetary Foundation
b. International Monetary Fund
c. Internal Money Foundation
d. Internal Monetary Fund
12. Who said: 'We hold these truths to be self evident that all men are created equal'?
ท่านผู้ใดเป็นคนพูดว่าด้วยเรื่องหลักมนุษยชาติด้านความเสมอภาคของพลเมือง
a. Bill Clinton
b. George Washington
c. Richard Nixon
d. Thomas Jefferson

ข้อมูลคำถามเหล่านี้เป็นคำถามส่วนหนึ่งของความรู้รอบตัวซึ่งนำมาจากคำถาม ข้อสอบในการสอบ U.S. Citizenship ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับชาวต่างชาติที่ไม่เคยรู้ความเป็นมาหรือข้อมูล ประเทศของประเทศสหรัฐอเมริกาในการขอกรีนการ์ดเพื่อที่จะเป็นพลเมืองแบบถาวรหรือทำงานอย่างถูกกฏหมายได้ใน อเมริกา
ANS: 1) a 2) b 3) d 4) a 5) c 6) b 7) c8) c 9) b 10) a 11) b 12) d
นิตยสารการศึกษาอัพเกรด ฉบับ 122

 
READ MORE - General knowledge for English

14.8.55

vocabularyหมวดคอมพิวเตอร์

ในปัจจุบันนี้คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำาวันของเราเป็นอย่างมาก บางคนอาจจะยังไม่เข้าใจ
คำาศัพท์ที่ใช้กันในคอมพิวเตอร์ เรามีศัพท์พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาบอกกัน
Gateway
ความหมาย : ประตูสัญญาณที่ต่อเชื่อมไว้ระหว่างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ต่างตระกูลกัน
Enable
ความหมาย : ทำาให้ใช้งานได้ หรือ ทำาให้มีความสามารถ,ให้ทำางาน
Error massage
ความหมาย : ข้อความแสดงความผิดพลาด , ข้อความระบุความผิดพลาด
Download
ความหมาย : โอนย้ายข้อมูลหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากระบบที่ใหญ่สู่ระบบที่เล็กกว่า
Disable
ความหมาย : ทำาให้ใช้งานไม่ได้
byte
ความหมาย : ขนาดของข้อมูลของข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ จำานวน 8 บิต, หน่วยของข้อมูล สำาหรับ
คอมพิวเตอร์เท่ากับ 1 ตัวอักษรหรือ ตัวเลข 1 ตัว กลุ่มเลขฐานสอง จำานวน 8 บิต ซึ่งใช้แทนตัวอักษร หรือ
ตัวเลข 1 ตัว
bit
ความหมาย : บิต, เลขโดดฐาน 2,โดยทั่วไปเราจะเรียกติดปากว่าเลขฐานสอง, หน่วย ข้อมูลที่เล็กที่สุด มีค่า
เป็นตัวเลขระบบฐาน 2 คือ 0 หรือ 1
หมายเหตุ คือข้อมูลมีค่าเป็นตัวเลขฐาน 2 คือ 1 หรือ 0 อย่างไดอย่างหนึ่งเท่านั้น
bps
ย่อมาจาก :Byte per second
ความหมาย : ไบต์ต่อวินาที เช่น เป็นหน่วยการรับส่งข้อมูลว่าในหนึ่งวินาทีรับหรือส่งข้อมูลได้กี่ไบต์(1
byte = 8 bit)
Noise
ความหมาย : สัญญาณรบกวน , คลื่น รบกวน ที่มีผลต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ PC
Protocol
ความหมาย : วิธีปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานในการจัดส่งผ่านข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเรียก วิธีการ
ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์
Lan
ย่อมาจากคำาว่า :Local Area Network
ความหมาย : ระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ชนิดหนึ่งที่เชื่อมคอมพิวเตอร์ เข้าด้วยกันโดยใช้ เครือข่ายท้อง
ถิ่น เช่น การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันโดยที่เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ไกล้ก ันหรือไม่ไกลกันมาก
IP Address
ความหมาย : คือหมายเลขอินเตอร์เน็ตหรือหมายเลขประจำาตัวของคอมพิวเตอร์ ชึ่งจะมีหมายเลขที่ไม่ซ้ำา
กัน
เลย ประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด ที่คั่นด้วยจุลภาค (.) โดยตัวเลข แต่ละชุดจะมีค่าได้ตั้งแต่ 0 จนถึง 255 เช่น
172.16.1.189 เป็นต้น
ADSL
ย่อมาจาก :Asymmetric Digital Subscriber Line
ความหมาย : คือเทคโนโลยี การสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงบนข่ายสายทองแดงหรือคู่สายโทรศัพท์ ซึ่ง
สามารถแยกสัญญาณข้อมูลและเสียงออกจากกัน ทำาให้สามารถโทรศัพท์และใช้อินเตอร์เน็ตได้พร้อมกัน
โดยมีลักษณะ สำาคัญคือ มีอัตราการรับข้อมูล (Downstream) สูงสุดที่ 8 Mbps. และ อัตราการส่งข้อมูล
(Upstream) สูงสุดที่ 1 Mbps. โดยระดับความเร็วในการรับ-ส่ง ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับระยะทาง และคุณภาพ
ของคู่สายนั้นๆ ADSL เป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดา แต่ต้องใช้โมเด็มที่เป็น
ADSL ด้วย ADSL เป็นอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ผ่านสายโทรศัพท์ธรรมดา แต่ต้องใช้โมเด็มที่เป็น ADSL
ด้วย
DNS
ย่อมาจาก :Domain Name System
ความหมาย : คือ ระบบชื่อโดเมนที่ใช้อ้างอิงถึงคอมพิวเตอร์ ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ต
E-mail
ย่อมา จาก :Electronic Mail
ความ หมาย : จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นข้อมูลที่มีการรับและส่งโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยผ่านเครือ
ข่ายของการสื่อสาร เช่น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถส่งไปได้ไกลทั่วโลกเร็วและประหยัด
Home page
ความหมาย : ข้อความหรือกราฟิกที่แสดงหน้าแรกของ Word Wide Web (WWW)
Modem
ย่อมาจาก :Modulator Demodulator
ความหมาย : คืออุปกรณ์ ที่ทำาหน้าที่ในการเปลี่ยนสัญญาณดิจิตอลให้เป็นสัญญาณอนาลอก เพื่อส่งไปบน
สายโทรศัพท์และในทำานองกลับกัน ก็รับสัญญาณจากสายโทรศัพท์ เพื่อเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณดิจิตอลดัง
เดิม โมเด็มแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ External Modem , Internal Modem อธิบายได้อีกอย่างก็คือ เป็น
อุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ทำาหน้าที่รับและส่งข้อมูลของคอมพิวเตอร์ ขณะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
ปัจจุบันบางรุ่นสามารถรับส่งแฟ๊กซ์ได้
URL
ย่อมาจาก :Uniform Resource Locator
ความหมาย : คือรหัสค้นข้อมูลบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตที่เป็นบริการสื่อสารเวิล์ดไวด์ เว็บ ซึ่งมีรูปแบบดังนี้
type://host/path/file
type : เป็นรูปแบบการสื่อสาร เช่น http , ftp
host : เป็นชื่อโฮสต์ของคอมพิวเตอร์เซอร์เวอร์
path : เป็นไดเรกทอรีบนเซิร์ฟเวอร์ในรูปแบบของระบบยูนิกซ์ file : เป็นชื่อไฟล์ข้อมูล เช่น
http://www.noknoi.com : ที่อยู่ของข้อมูลบน WWW ซึ่งถ้าเราจะหาข้อมูลเราต้องทราบที่อยู่ของ home page
หรือ URL ก่อน
Website
ความหมาย : คือระบบคอมพิวเตอร์ ที่ทำาหน้าที่เก็บ Web Page ต่างๆ หรือคือสถานที่ที่อยู่ของ Home page
นั่นเอง คือโปรแกรมที่ใช้ในการเข้าสู่ www เช่น Internet Explorer และ Netscape Navigator เป็นต้น
ที่มาจาก : vcharkarn.com
READ MORE - vocabularyหมวดคอมพิวเตอร์

13.8.55

บทสนทนาที่ต้องรู้

การสนทนาเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องกระทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากจะแปลคำว่าสนทนาเป็นภาษาทางการก็คือการพูดคุยนั้นเอง บางวันเราอยากคุยกับคนโน่น บางวันก็ไม่อยากคุยแต่ก็มีคนมาชวนคุย เรียกได้ว่าไม่อาจหลีกเลี่ยงการคุย การสนทนาได้เลย เมื่อการสนทนาเป็นสิ่งที่เราคุ่นเคยที่สุด เจอบ่อยที่สุด ผมคิดว่าหากต้องการจะฝึกภาษาอังกฤษก็ควรจะเริ่มจากการสนทนาเนี๊ยแหละครับ มันจะง่ายนะครับหากเราเริ่มจากสิ่งที่เราคุ้นเคย เพราะข้อมูลในสมองเรามันจะเชื่อมต่อกันได้ง่าย ผมรวบรวมบทสนทนาที่ต้องรู้ไว้นะครับแยกเป็นหมวดๆไว้ด้วย เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่จะสอบGATครับ
การชักชวน
1. I’d like to invite you to dinner to night
2. I’d like to invite you to a party next Saturday
3. Would you like to come to dinner tomorrow night?
4. How about a coffee?
5. Are you free tonight?
6. Are you free on Saturday?
7. Let’s go to the beach
8. Let’s go for a walk
การตอบรับคำเชื้อเชิญ
1. Thank you I’d love to…
2.That would be wonderful
3. What time?
4. Ok.
5. I’d really like to, but I have to much work
6. I haven’t finished my homework
7. I’m sorry. I’m afraid I can’t
8. I’d love to, but I can’t
ตัวอย่าง
A :Hello, Are you free tonight, Anna?
B :Yes, why?
A :Let’s go to the cinema
B :OK.
A: I’ll pick you up at 6 o’clock, please wait for me
B : Certainly
A :Charlie, Where are you going
B :To Siam
A :So am I, Shall we go together?
B : Well that a good idea

การนัดพบ
A : Hello, my name is John Brown, from Siam Trading. I would like to meet Mr.Sheridan.
B :Do you think it would be possible to arrange an appointment ?
I wonder if it would be possible to arrange a meeting?
When would it suit you?
What time would like to make it?
I’m afraid Mr.Sheridan won’t be in this Wednesday.
Would Thursday be all right?
I’m afraid Mr.Lee will have another appointment tomorrow.
How about the day after tomorrow?
ตัวอย่าง
Are you free next Saturday?
Let’s me in front of MBK tomorrow
What time?
การนัดพบหมอ
Hello, ABC hospital, may I help you?
Excuse me. Is Dr. Mike available on Wednesday? I would like to make an appointment with him.
A moment please. Let me check it for you
OK.
This Wednesday Dr. Mike is available from 1 until 5 o’clock in the afternoon. What time will be
convenient for you?
Around 2 o’clock
Your name please
My name is Anna
Miss Anna 2 o’clock
Yes, thank you
READ MORE - บทสนทนาที่ต้องรู้

12.8.55

วิธีทำข้อสอบ Cloze Test


ในการทำข้อสอบ Reading และ Cloze Test ที่แน่นอนที่สุดนักเรียนต้องรู้ศัพท์ในระดับหนึ่งที่ นักเรียนควรทราบ ที่สำคัญ คนอ่านเก่ง - นักคาดการณ์ : กล้าคิด กล้าเดาโดยใช้เหตุผล / ตรรกศาสตร์    โดยทั่วไปธรรมชาติของนักเรียนหรือนักพูดที่ชำนาญการจะใช้ประโยคแรกในการจูงใจให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังติดตามฉะนั้น Paragraph แรก และประโยคแรก จึงมักเป็นประโยคกุญแจเปิดสู่เนื้อหาต่อไป
             อย่าแปลเป็นตัวๆ ระหว่างแปล พยายามวงคำที่เราคิดว่าเป็น Key Word โดยสังเกตได้จากเนื้อเรื่องที่อ่านจะสนับสนุนคำๆ นั้น
วิเคราะห์แนวคำถามข้อสอบ Reading Passages
            ใน Reading Passages แต่ละเรื่องแม้ว่าจะมีคำถามหลายข้อ แต่สามารถจัดหมวดหมู่ที่ผู้ออกข้อสอบต้องการประเมิน ความรู้เราได้กว้างๆ 5 หัวข้อ
        1. Main Idea : คำถามที่ถามถึงความคิดหลักของประโยคหรือบางทีถามถึงชื่อเรื่อง Title ทุกครั้งที่อ่านเนื้อเรื่องจึงต้อง หมั่นหา key word หรือ คำ วลี หรือประโยคซ้ำๆ กรุณาอย่าลืมความสำคัญของ paragraph แรกโดยเฉพาะประโยคแรกซึ่งมักจะ สื่อความคิดหลักของเนื้อเรื่องให้กับผู้อ่าน
         2. Reference : การอ้างอิง ข้อสอบมักจะถามว่า "he", "she", "it" (line 1) refers to... อ้างถึงอะไร วิธีการตอบคำถาม นี้คือให้เราถาม ตัวเองว่า Pronoun (สรรพนาม) นั้นเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ถ้าเป็นเอกพจน์ให้นักเรียนกวาดสายตาไปประโยคข้างหน้าและหานามเอกพจน์ ที่ใกล้ Pronoun มากที่สุด ถ้ามี 2 ตัวใกล้ๆ กันให้นำมาพิจารณาแปลดูว่าคำให้ประโยคมีความหมาย ดีกว่ากันให้เลือกคำนั้น
         3. Inference : การสรุป ในการอ่านขั้นวิเคราะห์หรือสรุปความนั้น นักเรียนที่แปลศัพท์เก่งอย่างเดียวใช่ว่าจะแปลข้อความ นั้นๆ รู้เรื่อง แต่เรา ต้อง ฝึกคิดใช้สามัญสำนึกหรือ common sense ในการคาดเดา หัดอ่าน หัดแปล หัดเดา โดยฝึกจากบทอ่าน ภาษาไทย เมื่อฟังผู้ใดพูดอะไรก็ หัดคาด เดาว่า ประโยค ต่อไปจะเป็นอะไร เมื่อฝึกอ่านเองก็ฝึกคิดว่าย่อหน้าต่อไปผู้เขียนต้องการ พูดอะไร คาดเดา ถูกบ้างผิดบ้างไม่ต้องหมด กำลังใจ แต่เรา จะค่อยๆ เริ่มเรียนรู้ มิใช่ เพราะเราขาดทักษะหรือการฝึกฝน เปรียบเหมือนมีด เนื้อดีแต่ไม่หมั่นลับ พอซื้อหนังสือรวมเฉลยข้อสอบเอนทรานซ์มาอ่าน ทำถูกก็ดีใจ แต่ไม่ทราบว่าอาจตอบ ถูกโดยบังเอิญก็ได้ เพราะเรากำลังอ่านเพื่อไป check choice อย่างเดียว ฉะนั้นในการสรุปความเราควรฝึกสรุป ทุกย่อหน้า แม้ว่า ข้อสอบไม่ได้ถาม ก็ตาม เช่นเดียวกัน Pronoun นักเรียนควรฝึกหาว่า Pronoun นั้นๆ หมายถึงคำไหน เมื่อเราฝึกจนเคยชินเราจะ อ่านบทความ เข้าใจอย่างรู้จริง
          4. Detail : รายละเอียด ข้อสอบส่วนใหญ่จะวัดความจำกับความเข้าใจเชิงวิเคราะห์ตามหลักการออกข้อสอบ ข้อสอบวัด รายละเอียดเป็นข้อ- สอบที่จัดว่าง่าย เช่น คำถามจะวัดความเข้าใจในเนื้อเรื่องว่า อะไร ที่ไหน อย่างไร ใคร ข้อสอบวัดรายละเอียดเป็น ข้อสอบที่ยากเมื่อถูกจำกัดด้วยเวลา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องฝึกทำ ข้อสอบ มากๆ วิธีที่ช่วยให้ เราประหยัด เวลาและอ่านอย่างมีจุดหมายได้ดีที่สุด คือ การอ่าน คำถามพร้อมขีดเส้นใต้คำที่สำคัญๆ ก่อนอ่านเนื้อเรื่อง ข้อสำคัญ คือในการฝึกอ่านเบื้องต้น เราไม่ควรจำกัดเวลาตัวเอง ควรรู้จริงโดย การหาประธานหากริยาแท้ให้ได้ หา Pronoun ได้ รู้จักใช้คำเชื่อม หรือคำสันธานเป็นตัวชี้แนะ รู้จักสรุปในแต่ละ ย่อหน้า รู้จัก เชื่อมโยง ข้อสรุปในแต่ละย่อหน้า ควรฝึกจนชำนาญ แล้วจึงเริ่มจับเวลาในการอ่าน อย่าลืมว่าทำข้อสอบเก่งอย่างเดียวไม่พอต้อง เร็วด้วย เราจึง ควรใช้ ปากกาหรือดินสอขีดเขียนในเนื้อเรื่องเพื่อง่ายต่อการย้อน กลับมาอ่านใหม่ และควรใส่เลขหน้าข้อคำถามลงใน เนื้อเรื่องเพื่อเป็นการรักษาเวลา
5. Vocabulary in context : คำศัพท์ที่ปรากฏในบริบทหรือข้อความข้างเคียง คำศัพท์ที่อยู่ในข้อสอบ ผู้ออกข้อสอบ มิได้เจตนา วัดความสามารถในการจำคำศัพท์ของเรา หากแต่ต้องการดูความสามารถในการอ่านว่า เราสามารถใช้ข้อความข้างเคียง มาตัดสินความหมายของคำนั้นๆ ได้ไหม เพราะนับเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนต้องมีทักษะในการตีความของคำศัพท์เมื่อเรา อ่าน ตำราภาษาอังกฤษ (text) ฉะนั้นจึงเห็นว่าคนที่อาจเรียนอังกฤษไม่เก่งแต่เวลาอ่านกลับเข้าใจได้มากกว่า คนที่แม่นทั้งไวยากรณ์และคำศัพท์ เพราะคนผู้นั้นมีความรู้เก่าหรือภูมิหลัง (background) ในเรื่องที่อ่านนั้นๆ จึงคาดการณ์หรือคาดเดาได้ง่ายดายกว่า
       ฉะนั้นอย่ามองว่าข้อสอบยาก เพียงแต่เราต้องเรียนให้ถูกวิธีตั้งแต่แรก การเรียนภาษาอังกฤษต้องค่อยๆ สะสม ฝึกปรือ มีความสนใจใฝ่รู้มิใช่จะสอบที่ก็มานั่งอ่านที ภาษาอังกฤษก็จะกลายเป็นเรื่องซับซ้อนและมีกฎเกณฑ์มากมาย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเวลาเรา เรียนภาษาไทย เรารู้ภาษาไทยได้โดยไม่ต้องเรียนไวยากรณ์ก่อน การเรียนแบบธรรมชาติเช่นนี้เรียกว่า การเรียนแบบค่อยๆ รับเข้ามาโดยโยงเข้ากับประสบการณ์จริง (Acquisition) มิใช่เป็นการเรียนแบบในห้องเรียน (learning) ที่ขาดแรงจูงใจให้อยากใฝ่เรียนใฝ่รู้ทันทีที่ออกนอกห้อง
เทคนิคการอ่านเพื่อทำข้อสอบในเวลาที่กำหนด
1. อ่านหัวเรื่องที่ผู้เขียนให้มา และจดจำไว้ว่าหัวเรื่องที่ทำให้เราทราบว่าเรากำลังจะอ่านเรื่องอะไร
2. อ่านคำถามและ choice แรกพร้อมขีดเส้นใต้คำที่เราคิดว่าสำคัญ โดยคำนึงถึงการรักษาเวลา ยิ่งเราจำคำถามได้แม่นยำเท่าไร เมื่อนักเรียนอ่านในเนื้อเรื่อง เราก็จะพบคำที่ปรากฏอยู่ในคำถามซึ่งทำให้เราสามารถกลับมาตอบคำถามได้ทันที คำถามข้อแรกๆ จะอยู่ในย่อหน้าแรกๆ คำถามกลางๆ จะอยู่ในย่อหน้ากลางๆ ส่วนคำถามท้ายๆ จะอยู่ในย่อหน้าท้ายๆ การอ่าน คำถามและ choice แรกจะทำให้เราสรุปความคิดกว้างๆ ได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร
3. เขียนเลขข้อคำถามลงในเนื้อเรื่อง หรือหน้าย่อหน้าที่คำถามนั้นถามถึงเพื่อเป็นการทำข้อสอบให้ได้ทันเวลา
4. จำไว้ว่าภาษามีความฟุ่มเฟือย ซ้ำๆ เราจึงไม่จำเป็นจะต้องแปลให้ได้ทุกคำ ในระหว่างอ่านควรนำความรู้พื้นฐานทั่วไปมาใช้ในการ พยากรณ์เนื้อเรื่องหรือฝึกสวมบทบาทว่าถ้าเราเป็นผู้เขียนเราต้องการสื่ออะไรให้ผู้อ่านรับทราบ
5. ย่อหน้าแรกและประโยคแรกสำคัญมากและมักจะเป็น main idea หรือความคิดหลักของเรื่อง (แต่ไม่แน่เสมอไป) เมื่ออ่านเสร็จ ให้ลองฝึกสวมบทบาทดูว่าถ้าเราเป็นผู้เขียนเราจะเขียนหรือสื่ออะไรให้ผู้อ่าน เรื่องบางเรื่องสามารถใช้สามัญสำนึก ( Common sense ) แต่งเรื่องเองได้ แต่เราถูกฝึกให้แปลมากกว่าให้วิเคราะห์จะทำให้เราสะดุดอยู่ในขั้นพยายามแปลโดยไม่นำความรู้พื้นฐาน ของเรามาใช้
6. สรุปแต่ละย่อหน้าและเชื่อมโยงแต่ละย่อหน้าเข้าด้วยกันจะเห็นว่าคำถามเกี่ยวกับ main idea ( ความคิดหลักของเรื่อง) และ purpose ( วัตถุประสงค์ในการเขียนเรื่อง ) จะหาได้ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของความคิดหลักในแต่ละย่อหน้า เข้าด้วยกัน
7. ทุกครั้งที่พบคำสรรพนาม ( pronoun ) ต้องฝึกนิสัยคอยถามตัวเองว่าคำสรรพนามนี้หมายถึง ( refer to ) อะไรโดยตอบคำถาม ก่อนว่าคำสรรพนามนั้นเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ถ้าคำสรรพนามนี้เป็นเอกพจน์ ให้กวาดสายตาไปประโยคที่นำหน้ามาก่อนและหา คำเอกพจน์ที่ใกล้คำสรรพนามนั้นมากที่สุด ถ้ามีตัวเดียวก็นำมาตัวเดียว ถ้ามี 2 ตัวให้นำมาพิจารณาด้วยการแปลดูว่าตัวไหน เหมาะสมมากกว่ากัน
8. คำใดปรากฏซ้ำๆ มักจะมีความสำคัญหรือไม่ก็เป็น main idea ของย่อหน้านั้นๆ หรือของเรื่องนั้นๆ
READ MORE - วิธีทำข้อสอบ Cloze Test

วิเคราะห์ศัพท์ภาษาอังกฤษ

    วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ศัพท์ภาษาอังกฤษกันนะครับ การวิเคราะห์ใช้เวลาค่อนข้างนาน และควรมีอินเตอร์เน็ตที่เร็วพอสมควร แต่ถึงกระนั้นก็คุ้มค่าครับ เพราะทำให้เราจำคำศัพท์ได้ขึ้นใจ ชนิดลืมไปเลยว่าเคยลืมครับ
    แต่หากท่านไม่มีเวลาวิเคราะห์ศัพท์ภาษาอังกฤษเองก็สามารถเข้ามาอ่านที่บล็อกของผมได้นะครับ เมื่อครั้งที่แล้วผมได้นำเสนอคำศัพท์ infirior ซึ่งแปลว่า ด้อยกว่า มาวันนี้ผมจะวิเคราะห์คำศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า superior ไม่ต้องเดาก็พอรู้ว่าแปลว่า เหนือกว่า

   คำว่า superior ถูกนำไปใช้หลายวงการนะครับ ผมขอกล่าวถึงวงการโรงแรมก่อน เพราะผมเองชอบเปลี่ยนบรรยากาศไปนอนที่โรงแรมบ่อยๆครับ

   ในวงการโรงแรมทุกวันนี้จะจัดไว้ตอนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งหากเราเข้าไปใช้บริการเราจะสังเกตุเห็นศัพท์ภาษาอังกฤษคำว่า  Superior Room ซึ่งหมายถึง ห้องพักเกรดระดับกลางดีกว่าห้อง Standard  room และแน่นอนราคมจะสูงกว่าเล็กน้อยด้วย

ไหนๆก็ได้พูดถึงศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับวงการโณงแรมแล้ว ผมเองก็ขอนำเอาศัพท์ของวงการโรงแรมมานำเสนอด้วยนะครับ
     adjoining Room หมายถึง ห้องพักที่อยู่ติดกัน





         
  Conecting Room หมายถึง ห้องพักที่มีประตูภายในเปิดทะลุถึงกันได้   
         
  Double Room หมายถึง ห้องพักที่มี เตียงใหญ่ 1 เตียง พักได้ 2 ท่าน  
         
  Duplex หมายถึง ห้องชุดแบบมีบันไดขึ้นลงอยู่ภายในห้องและมีห้องรับแขก หรือ ห้องนั่งเล่น  
         
  Twin Room หมายถึง ห้องพักที่มี 2 เตียง แยกกัน พักได้ 2 ท่าน  
         
  Extra Bed หมายถึง เตียงเสริม  
         
  Single Bed หมายถึง เตียงนอน 1 ท่าน ขนาดเล็ก ประมาณ 36x75 นิ้ว  
         
  King size Bed หมายถึง เตียงนอนขนาดใหญ่ มีขนาดประมาณ 78x80 นิ้ว  
         
  Queen size Bed หมายถึง เตียงนอนขาดใหญ่ แต่เล็กกว่า King size เล็กน้อย  
         
  Hospitality หมายถึง ห้องจัดเลี้ยง หรือ ห้องรับรองลูกค้า  
         
  Hospitality Suite หมายถึง ห้องนองที่มีห้องรับแขกอยู่เชื่อมต่อกันใช้เป็นห้องรับรองลูกค้า  
         
  Single Room หมายถึง ห้องพักเตียงเดี่ยว  
         
  Standard Room หมายถึง ห้องพักที่มีเกรดต่ำสุดเท่าที่โรงแรมนั้นมีทั้งหมด  
         
  Superior Room หมายถึง ห้องพักเกรดระดับกลาง ดีกว่า Standard Room  
         
  Deluxe Room หมายถึง ห้องพักเกรดสูง มากกว่า Superior Room แต่ไม่ถึง Suite  
         
  Suite หมายถึง ห้องพักเป็นห้องชุดที่มีส่วนรับรองแขก และ อาจมีส่วนกระกอบอาหารเล็กๆภายในห้องด้วย  
         
  Family Room หมายถึง ห้องพักที่มีเตียงใหญ่ พักได้ 2-4 ท่าน ภายในห้อง  
         
  Studio Room หมายถึง ห้องพักห้องใหญ่ มีห้องน้ำภายในห้องนอน มีครัวเล็กๆ หรือส่วนประกอบอาหารภายในห้อง พักได้ 1-2 ท่าน  
         
  Junior Suite หมายถึง ห้องพักขนาดใหญ่ ที่มีส่วนนั่งเล่นอยู่ภายในห้องเดียวกัน   
         
  Penthouse หมายถึง ห้องพักที่อยู่ชั้นบนสุดของอาคารและต้องหรูหรา  
         
  Upgrade หมายถึง ลูกค้าได้พักห้องที่มีระดับสูงหรือหรูหรากว่าห้องที่จองไว้ โดยไม่ต้องชำระค่าบริการเพิ่ม  
         
  Downgrade หมายถึง การย้ายห้องลูกค้าไปยังห้องที่มีระดับต่ำกว่าที่จองไว้โดยคิดค่าบริการตามราคาห้องที่ย้ายไปพัก  
         
  Walk in หมายถึง ลูกค้าที่เข้าพักโดยไม่ได้จองล่วงหน้า   
         
  Skipper หมายถึง ลูกค้าที่ออกจากโรงแรมโดยไม่ได้เช็คเอ้าท์ หรือ ออกไปโดยไม่ได้ชำระค่าห้อง  
         
  Joiner หมายถึง บุคคลที่เข้าพักเพิ่มร่วมกับลูกค้า  
         
  Sleeper หมายถึง ห้องพักว่างที่เข้าใจผิดคิดว่ามีลูกค้าพักอยู่  
         
  Stay Over หมายถึง ลูกค้าที่เข้าพักต่ออีก 1 คืน หรือมากกว่าจากที่จองไว้  
         
  F.I.T. หมายถึง Free Individual Traveler นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าพักตามลำพัง 1 ห้องหรือ 2 ห้อง โดยไม่ได้มาเป็นกลุ่ม  
         
  G.I.T. หมายถึง Group Individual Travellers นักท่องเที่ยวที่เข้าพัก แบบกรุ๊ป หรือ กลุ่ม หมู่คณะ  
         
  F.O.C หมายถึง Free Of Charge คือ ฟรี! ไม่เก็บเงิน  
         
  Flat rate หมายถึง อัตราค่าห้องแบบขายเป็นกรุ๊ป ที่ทำการตกลงกันล่วงหน้า   
         
  Rack rate หมายถึง อัตราค่าห้องพักเต็ม ราคาเต็ม ที่ไม่มีส่วนลด  
         
  Special Offer หมายถึง ราคาพิเศษ ส่วนลดพิเศษ  
         
  Reservation หมายถึง การจองห้องพัก การสำรองห้องพัก  
         
  Day use หมายถึง อัตราค่าห้องที่ลูกค้าเข้าพักในช่วงกลางวันที่ลูกค้าชำระอัตราค่าบริการครึ่งหนึ่งของราคาปรกติ  
         
  Complimentary หมายถึง อภินันทนาการฟรี ไม่คิดค่าบริการ   
         
  Term and Conditions หมายถึง ข้อตกลงและเงื่อนไข ที่ลูกค้าต้องทราบก่อนเข้าพัก  
         
  Accommodation หมายถึง การอำนวยความสะดวก  
         
  Facility หมายถึง สิ่งอำนวยความสะดวก  
         
  Recreation หมายถึง สถานที่หรือกิจกรรมสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ  
         
  ABF  หมายถึง อาหารเช้า แบบอเมริกัน 







READ MORE - วิเคราะห์ศัพท์ภาษาอังกฤษ

บทความที่ได้รับความนิยม

ป้ายกำกับ

การทําข้อสอบreading (1) เก่งภาษาอังกฤษในเวลาสั้นๆ (1) เกมภาษาอังกฤษสำหรับอนุบาล (1) ข้อสอบพวก TOEFL (2) ข้อสอบภาษาอังกฤษ (1) ครูพี่แนน (2) คล้องจอง (1) เคล็ดลับการทำข้อสอบreading (2) จำคำศัพท์ (17) เดาศัพท์ภาษาอังกฤษ (9) ติวภาษาอังกฤษตัวต่อตัว (14) ติวศัพท์ (20) ท่องศัพท์ (14) เทคนิคการสอนคำศัพท์ (6) เทคนิคใช้that (1) แนะนำหนังสือภาษาอังกฤษ (6) บทสนทนา (2) บทสนาทนาภาษาอังกฤษ (4) ฟังภาษาอังกฤษ (3) ภาษาอังกฤษ (21) ภาษาอังกฤษกับกฎหมาย (1) ภาษาอังกฤษทางบัญชี (1) รวบรวม25กฎของอาจารย์บุญชัย (1) เร่งสปีด (1) เรียนภาษาอังกฤษ (28) เรียนภาษาอังกฤษราคาถูก (8) สอนศัพท์ (11) หลักการใช้ that (1) อาจารย์สมศรี (1) อ่านภาษาอังกฤษ (1) AX 22 (1) cd เรียนภาษาอังกฤษ (1) CDเรียนภาษาอังกฤษ (1) closing sections (1) Cloze Test (1) conversation (1) dictionary (1) fast-english (1) General knowledge (1) GMAT (1) inferior (1) Language in Daily Life (1) main idea (2) parts of speech (1) prefix and suffix (1) reading comprehension (2) reading skill (2) TOEFL (1) TOPIC NOUN (1) vocabulary (2) vocabulary game (2) word formation (2)
 
Copyright © 2011 เรียนภาษาอังกฤษ | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio
Top Stories