แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนะนำหนังสือภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนะนำหนังสือภาษาอังกฤษ แสดงบทความทั้งหมด

14.2.56

แนะนำหนังสือเตรียมสอบTOEFL



     

     สำหรับผู้ที่กำลังจะสอบTOEFL แล้วยังไม่มีหนังสือประจำกาย

ขอแนะนำเล่มนี้  “The Official Guide to the TOEFL iBT By Educational Testing Service (ETS)”

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ ETS ผลิตเอง ขายเอง

จึงมั่นใจได้ว่าเนื้อหาในหนังสือจะตรงกับหลักเกณฑ์ในการให้คะแนนของเขา


     ในหนังสือจะแบ่งเนื้อหาเป็นส่วน reading, listening, speaking, writing

ยกตัวอย่างเนื้อหาในหนังสือ speaking part ที่คนไทยมักจะกลัวกันมาก

เพราะเขาจะพูดโจทย์มาแล้วให้เวลาเราคิดสัก15-30วินาที แล้วก็ให้เราตอบ 30-45วินาที

ซึ่งจะเป็นการอัดเสียง เพื่อให้คนตรวจเอาไปฟังอีกที่(ที่ไหนก็ไม่รู้)

ในหนังสือของETSก็จะแนะนำชัดเจนว่าเราต้องตอบอย่างไร

เช่น ควรจะทวนคำถามนิดนึง แล้วค่อยตอบไป เป็นต้น 


     นอกจากคำแนะนำแล้ว  เขาก็จะมีตัวอย่างของคนที่พูดแล้วได้คะแนนดีมาให้เราฟังด้วย

ในหนังสือก็ยังบอกguidelineด้วยว่า ควรจะบริหารเวลาในการตอบอย่างไร 

ยกตัวอย่าง ควรจะตอบให้พอดีๆกับเวลาที่ให้มา ถ้าเวลาเหลือมากก็จะโดนหักคะแนน เป็นต้น

ซึ่งเรื่องพวกนี้ เราก็ต้องเชื่อ ETS เพราะเขาเป็นคนออกข้อสอบเอง

มีข้อดีมากมายเช่นนี้ ก็ควรแก่การนำมาเก็บรักษาให้ลูกหลานได้อ่าน ได้ศึกษาแล

READ MORE - แนะนำหนังสือเตรียมสอบTOEFL

25.8.55

ข้อสอบMIDTERM ภาษาอังกฤษ


 
เกร็งข้อสอบMIDTERMสำหรับม.6
1.   A quality control is the process of making sure that an organization’s goods and services are produces and sold as planned and are of the right quality. 
 1. การควบคุมคุณภาพคือการให้แน่ใจว่าสินค้าขององค์กรและบริการที่ผลิตและจำหน่ายตั้งใจและมีคุณภาพที่เหมาะสม.

2.  A depression is a long period of time during which there is very little business activity and a lot of people do not have jobs. 
 2. ความตกต่ำเป็นระยะเวลานานในช่วงเวลาที่มีการดำเนินธุรกิจทำให้คนจำนวนมากไม่มีงานทำ.

3.  A flexitime is a system in which people who work in a company work for a fixed number of hours each week but can choose what time they start or finish work.
3. Flexitime เป็นระบบที่ผู้ที่ทำงานในงานที่บริษัทกำหนดจำนวนชั่วโมงในแต่ละสัปดาห์แต่สามารถเลือกเวลาที่พวกเขาเริ่มต้นหรือเสร็จสิ้นงาน.

4.  A liquidation is when a company stops operating because it is in financial difficulty and its assets are sold to buy its debts. 4. การชำระหนี้คือเมื่อบริษัทจะหยุดดำเนินการเพราะมีปัญหาทางการเงินและสินทรัพย์ถูกขายเพื่อชดใช้หนี้.

5.  Sealed-bid auction is an auction in which buyers write down the price they are willing to pay and hand in so that other buyers do not know how much they have offered.
5. การขายโดยการประมูลคือเสนอราคาประมูลที่ผู้ซื้อเขียนราคาเองซึ่งพวกเขายินดีจ่ายไว้ในมือเพื่อให้ผู้ซื้ออื่นๆไม่ทราบเท่าไหร่ที่พวกเขาได้เสนอ.

6.  The strong mark ranks as the world’s second largest reserve currency, next only to the US dollar.
6.  strong เป็นเครื่องหมายสกุลเงินที่แพร่หลายของเงินสำรองที่ใหญ่อันดับสองถัดจากดอลลาร์สหรัฐอเมริกา.

7.  A lay-off is the act of stopping a worker’s employment because there is not enough work for them to do.
 7. การเลิกจ้างจะดำเนินการเลิกจ้างคนงานเป็นเพราะมีงานไม่เพียงพอสำหรับพวกเขาจะทำ.

8.  A mortgage is a legal arrangement where you borrow money from a financial institution in order to buy land or a house, and you pay back the money over a period of years.
 8. จำนองคือการจัดกฎหมายที่คุณกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อซื้อที่ดินหรือบ้านและคุณคืนเงินในช่วงระยะเวลาของปี.

9.  An arbitrage is buying something in one place and selling it immediately in another in order to make a profit from price differences between the two places
 9. การค้ากำไรคือการจะซื้อบางอย่างในที่เดียวและขายทันทีในที่อื่นเพื่อที่จะทำให้มีกำไรจากราคาที่แตกต่างระหว่างสองสถานที่.

10.                 A compromise is an agreement between two people or groups in which both sides agree to accept less than they first asked for and to give up something that they value.
10. การประนีประนอมเป็นข้อตกลงระหว่างคนสองคนหรือกลุ่มที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะยอมรับน้อยกว่าพวกแรกและขอให้สิ่งที่พวกเขายอมรับได้

11.                  Gross National Product is the total value of goods and services Produced in a country’s economy, including income from abroad.
11. ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประชากรใน 1 ปี เป็นมูลค่ารวมของสินค้าและบริการที่ผลิตในเศรษฐกิจของประเทศรวมทั้งรายได้จากต่างประเทศ.

12.                 The SET Index rose, reflecting market sentiment that the economy is improving.
12. SET Index เพิ่มขึ้นซึ่งเห็นความเชื่อมั่นตลาดที่เศรษฐกิจมีการปรับปรุง.

13.             He now stands accused by the court of serious mismanagement of the company’s financial affairs.
13. ตอนนี้เขาเป็นจำเลยโดยศาลของการจัดการผิดร้ายแรงของกิจการทางการเงินของบริษัทฯ.

14.                 Lifetime employment gives employees greater career stability  
14. อายุงานให้พนักงานทำงานเสถียรภาพมากขึ้น.

15.                 Your clearing bank will be able to transfer cash directly to and from your current account.
 15. ธนาคารหักบัญชีของคุณซึ่งจะสามารถโอนเงินโดยตรงจากบัญชีหนึ่งไปยังบัญชีเดินสะพัดของคุณ

16.  Rice is the country’s principle export commodity.
16. ข้าวเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ

17.                 A collection of pornographic photos, films and books have been seized by customs officers.
17. รวมภาพโป๊, ภาพยนตร์และหนังสือได้ถูกยึดโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร

18.                 An equity is the capital that a company has from shares rather than from loans. 
18. ตราสารทุนเป็นทุนที่บริษัทได้จากหุ้นมากกว่าจากเงินกู้.

19.The increase in profit-ability is the result of improved efficiency.
 19. เพิ่มความสามารถในผลกำไรเป็นผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ.
20.               Reebok tries to increase market share by selling its shoes at discount prices.
20. Reebok พยายามเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดโดยการขายรองเท้าในราคาส่วนลด.

21. The assured is the person or organization that will receive the money from an assurance agreement.
 21. เป็นที่มั่นใจได้ว่าบุคคลหรือองค์กรจะได้รับเงินจากสัญญาประกัน

22. The director has the right to append comments to the final report.
22. กรรมการมีสิทธิที่จะต่อท้ายความคิดเห็นเมื่อรายงานสิ้นสุด.

23.               A sunk cost is the money that has been used to pay for something and that you cannot get back.
23. sunk เป็นเงินที่มีการใช้จ่ายสำหรับบางสิ่งและคุณไม่สามารถกลับสู่สิ่งนั้นได้.

24.   A floating currency is a currency whose value is allowed to change in relation to other currency.
 24. สกุลเงินลอยเป็นมูลค่าสกุลเงินที่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ

25.  Proxy – A document that gives one person the power to speak, vote or make decision for someone else, especially at a meeting. 
 25. พร็อกซี่ - เอกสารที่ให้คนๆนึงที่มีอำนาจพูดให้ลงคะแนนหรือทำให้การตัดสินใจสำหรับคนๆนึงโดยเฉพาะที่ประชุม.

26.    Severance – The act of officially ending an agreement or contract, especially between an employer and an employee.
26. ชดเชย - ดำเนินการอย่างเป็นทางการสิ้นสุดสัญญาหรือสัญญาโดยเฉพาะระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง.

27.   Contingency – An event or situation that might happen in the future, especially one that might cause problems.
27. ความไม่แน่นอน - เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะที่อาจทำให้เกิดปัญหา.

28.  Consolidation – When company’s position of power is made stronger by takeovers and mergers.
            28. การรวม - เมื่อบริษัทอยู่ในตำแหน่งที่ก่อให้เกิดความเข้มแข็งพลังงานจะทำดีโดย takeovers และการรวม.ผสมผสาน

29.  Reserve currency – Currency held by governments because of its strength and its usefulness in making international payments.
29. สกุลเงิน Reserve - บริการที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลเนื่องจากแรงและประโยชน์ของมันในการชำระเงินระหว่างประเทศ.

30.  Reprimand – An occasion when you tell someone officially that they have done something very wrong.
30. การตำหนิ - ครั้งเมื่อคุณบอกคนอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาได้ทำบางอย่างผิดปกติมาก.หรือทำผิด

31.                 Brand image – The collection of ideas or beliefs that people have about a brand.
31.  Brand image - ความคิดหรือความเชื่อที่ผู้คนมีเกี่ยวกับแบรนด์.


READ MORE - ข้อสอบMIDTERM ภาษาอังกฤษ

22.8.55

การเรียนคอร์สติวภาษาอังกฤษอาจไม่ช่วยให้คุณเก่งขึ้น

"การเรียนคอร์สติวภาษาอังกฤษอาจไม่ช่วยให้คุณเก่งขึ้น
หรือคนที่พอมีพื้นฐานเก่งขึ้นได้หรอกครับ
แต่อาจะช่วยให้คนบางคนที่ไม่เคยสนใจภาษาอังกฤษหรือไม่เก่ง
เก่งขึ้นบ้างก็ได้ครับ"

ตอบ
เรา ไม่เถียงคุณในประเด็นนี้เลย เราก็เคยสอนเด็กวิทย์ที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษเอามากๆเพราะเขาจับทิศทางอะไรไม่ ได้เลย แต่พอชี้แนะเรื่องทางหนีทีไล่ให้ และสอนวิธีใช้ esl dictionaries และสอน Greek and Latin roots ให้เขา เขากลายเป็นรักภาษาอังกฤษและมี motivation พอที่จะเรียนภาษาอังกฤษต่อไปได้ด้วยตนเองจนเก่งได้ในที่สุด

เราไม่ได้พูดว่า Fast English สอนไม่ดี พูดไม่ได้ เพราะเราไม่เคยไปเรียนที่นั่นมา เราแค่พูดว่า  Fast English อาจสอนดีก็ได้

"แต่การตัดสินใจเรียนไปที่นั่นไม่ควรตัดสินใจเพราะความดังของไอ้กฎ 25 ข้อนี้ ต่างหากล่ะ"

ตามที่เราเขียนไว้ใน คคห 27

เรา เพียงบอกว่าไอ้การโฆษณากฎ 25 ข้อ เป็นตัวชูโรง ในห้องสมุดนี้กันมานานหลายปีดีดักแล้ว ใครๆก็มาแปะกันอยู่นั่นหละ มันชักชวนคนขี้เกียจออกแรง ให้แห่กันไปเรียนยังไงล่ะ

ซึ่งเป็นเรื่องน่ารำคาญจริงๆเท่านั้น นั่นแหละ

จากประสบการณ์ในตลาดการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทยอันยาวนานของเรา เราพบกว่า การตลาดที่ทำให้ได้เงินมากที่สุดก็คือ

1. โน้มน้าวให้เชื่อว่า "ภาษาอังกฤษมันง่ายนิดเดียว"
2. ชักจูงให้เชื่อว่า "เรียนแพล็บเดียวก็เก่งได้"
3. มุ่งประเด็นว่า "ทำให้สอบได้"
4. สร้างภาพลักษณ์ว่าคนสอน แต่งตัวดี มีการศึกษาดีั
5. สร้่างภาพลักษณ์ว่าโรงเรียนตั้งอยู่บนทำเลซึ่งที่ดินแพง และโฆษณาถึง บอกว่าครูจบสูงๆ แต่ที่ไหนได้เอาฝรั่งขี้นกมาสอนก็มี จึงทำให้คนเชื่อกันว่า ต้องสอนดี

ใครเน้น 5 จุดขายนี้ได้ ก็รวยเละ

เมื่อไม่กี่ เดือนนี้ ก็มีอาจารย์สอนภาษาอังกฤษท่านหนึ่งคุยฟุ้งเลยว่าสอนนักเรียน แค่ 2 ชม นักเรียนพูดอังกฤษได้ชัดเหมือนเจ้าของภาษาเลย...!!! อะไรกันจะปานนั้นเชียว...ใครเชื่อก็ไม่รู้จะพูดว่าไงแล้วหละ...

เรื่อง ข้อ 4. สร้างภาพลักษณ์ว่าคนสอน แต่งตัวดี มีการศึกษาดีั

นี่สิตลก

มันเคยมีแขกขาวที่เกิดในเมืองไทยพูดไทยได้คล่อง หน้าตาเหมือนฝรั่ง พูดอังกฤษได้หน่อยๆ มันไปหลอกนักเรียนว่่า

"เป็นฝรั่งแล้วจบมาด้านศึกษาศาสตร์ (พิมพ์นามบัตรโก้หรู) แต่งตัวมาดเหมือนอาจารย์ และมาดเหมือนผู้ดีัมากๆ"

เรา เข้าห้องน้ำหลังมัน มันทิ้งหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ไว้ในนั้น พร้อมกระดาษปากกาลูกลื่น และ dictionary อังกฤษเป็นไทย มันจดศัพท์ง่ายๆแบบเด็ก ม.6 รู้แล้ว แต่มันไม่รู้ เอาไว้บานเบอะเต็มหนังสือพิมพ์เลยหละ Bangkok Post มีศัพท์ยากๆก็จริงๆ แต่มันจดศัพท์ง่ายๆไว้บานเลย...เจ้าของภาษาบ้าอะไรกัน ตอนนี้มันเป็นเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาดังๆแล้วรวยไปแล้ว เพึียงแค่เพราะมันหน้า "คล้ายฝรั่งนี่้แหละ" ดัดจริตเลียนสำเนียงอเมริกัน แล้วเลียนไม่เหมือนด้วย แล้วเสือกบอกชาวบ้านว่ามาจาก Scotland โธ่หลอกกันได้กลางวันแสกๆเลย...เผอิญเราเคยมีแฟนเป็นชาว Scottish เราก็เลยล้อมันว่า Shall I speak to you with a Scottish accent? มันตอบว่า It's not proper English.  It's not allowed here. โอ้ยขำว่ะ...ก๊ากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ...

แต่การวางมาดของมันนี่ก็ทำให้มันรวย ได้นะ เมื่อเร็วๆนี้ก็มีคนเปิดกระทู้เล่าให้ฟังว่า อาจารย์สอนภาษาอังกฤษมาดดี รับค่าสอนล่วงหน้าไป 20,000 บาท แล้วเิชิดเงินหายไปเลย...

เี่ีรามาดไม่ดีหรอก ชอบแต่งตัวรุงรัง ช่วงหลังๆนี้เลยไม่ค่อยอยากสอนภาษาอังกฤษมากนัก...เพราะมันฝืนบุคลิกภาำพของตัวเองน่ะ.
READ MORE - การเรียนคอร์สติวภาษาอังกฤษอาจไม่ช่วยให้คุณเก่งขึ้น

16.8.55

ครูพี่แนนแนะเรื่อเตรียมตัวสอบGATภาษาอังกฤษ

และแล้วก็มาถึงฤดูการสอบกันอีกครั้งแล้วนะคะ น้องๆ เตรียมตัวพร้อมกันรึยัง
คะ หลายๆ คนคงได้ประลองฝีมือผ่านสนามสอบทั้ง GAT, PAT และการสอบตรงของ
คณะต่างๆ มามากมาย ซึ่งในแต่ละครั้ง น้องๆ ก็คงจะทราบกันดีแล้วว่า ไม่ว่าสนามสอบ
ไหนๆ ข้อสอบก็ไม่ได้แตกต่างกัน ก็คือวัดทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ 4 ด้าน คือ
การฟัง พูด อ่านและเขียนนั่นเองค่ะ ... ได้เวลาตามล่าหาเทคนิค พิชิตข้อสอบ
ภาษาอังกฤษกันแล้วค่ะ
 Error Identification โจทย์หินปราบเซียนที่น้องๆ หลายคนกลัว เพราะ
ข้อสอบวัดความรู้รอบทิศทั้ง Grammar และ Vocab ซึ่งต้องนาความรู้ทั้ง 2 ส่วนมาผนวก
กันเพื่อพิชิตโจทย์ เพิ่มความั่นใจในการทาข้อสอบ โดยใช้ Strategic Structure วิเคราะห์
ประโยค รับรองทาได้แน่นอนค่ะ
 Cloze Test & Sentence Completion เป็นข้อสอบที่นามาทดสอบความรู้ใน
ด้าน Grammar & Vocab มีออกมาทุกปี ทุกสนามสอบ ที่สาคัญข้อสอบ GAT ส่วนของ
Structure and Writing ก็เปลี่ยนข้อสอบมาเป็น Paragraph Completion ซึ่งโจทย์ยาวขึ้นกว่าเดิมทาให้น้องๆ ต้อง
บริหารเวลาดีๆ ในการทาโจทย์
 Reading Comprehension เป็น Part ที่ออกข้อสอบมากที่สุด และน้องๆ ก็กลัวไม่แพ้ Error
Identification เลย เพราะคะแนนสูง แถมต้องใช้ทักษะทุกด้าน ทั้ง Grammar, Vocab รวมไปถึง Structure ก็ต้อง
แม่น (เคยไหมคะ แปลศัพท์ออกทุกตัว แต่จับใจความจาก passage ไม่ได้เลย ที่สาคัญต้องใช้เวลาทานานทีเดียว
(ถ้าไม่รู้เทคนิค อาจทาไม่ทันได้)
 Vocabulaly Test เป็นข้อสอบที่วัดความอึด ถึก ควายและความตั้งใจของน้องๆ ในการเรียนรู้ศัพท์และ
ทักษะการประยุกต์ใช้ ซึ่งแน่นอนว่ายิ่งน้องๆ อ่านมาก เรียนรู้มากย่อมได้เปรียบ
“ Conversation เป็นอีกข้อสอบหนึ่งที่ต้องบอกว่าน้องๆ ที่สะสมบารมีมาดีเท่านั้นจึงจะผ่านด่านหินด่าน
นี้ไปได้ เพราะเป็นข้อสอบที่รวบรวมเอาศัพท์ สานวนที่ใช้ในชีวิตประจาวัน (ของฝรั่ง) มาวัดความรู้รอบตัวของ
เรา ซึ่งไม่ได้วัดแค่ว่าน้องๆ รู้ความหมายหรือไม่ แต่ยังทดสอบว่าน้องๆ รู้ถึงความเหมาะสมของการนาไปใช้ด้วย
หรือเปล่า วัดซับวัดซ้อน น้องๆ ต้องระมัดระวัง ใช้สติในการทาข้อสอบมากๆ นะคะ
จะเห็นว่าข้อสอบทุกปีหน้าตาเหมือนเดิมแบบนี้หมด วัดอยู่เรื่องเดิมๆ แค่พลิกแพลงหน้าตาโจทย์เท่า
นั้นเอง นับว่าเป็นโชคดีของน้องๆ นะคะ ถ้ายังคงมีความขยัน ตั้งใจเรียน เก็บเกี่ยวเทคนิคต่างๆ ที่พี่แนนนามา
ฝากแล้วกลับไปฝึกฝนทาโจทย์ย้อนหลังตลอด 23 พ.ศ. ที่ผ่านมา เชื่อพี่แนนเถอะค่ะว่า...ต่อให้คนออกข้อสอบ
เก่งอย่างไร ก็สู้ความขยันของเราไม่ได้ ขอให้น้องๆ ลองนาเทคนิคที่พี่แนนสอนในวันนี้ กลับไปลองทบทวน
ด้วยตัวเอง แล้วน้องๆ จะค้นพบว่าการเรียนรู้ที่เป็นระบบจะทาให้น้องๆ สามารถทาข้อสอบได้ทุกสนาม และที่
สาคัญน้องๆ สามารถนาไปใช้ได้จริงนอกห้องสอบ และห้องเรียนในวันนี้ด้วยค่ะ จาไว้เสมอนะคะ “Practice
makes perfect.” ค่ะ

ขอบคุณครูพี่แนน
READ MORE - ครูพี่แนนแนะเรื่อเตรียมตัวสอบGATภาษาอังกฤษ

คำแนะนำการพัฒนาภาษาอังกฤษ

คำแนะนำการพัฒนาภาษาอังกฤษครับ (คำเตือน ค่อนข้างยาวครับ)

มีคนหลาย คนมักถามว่า ทำอย่างไรกับการเตรียมตัวด้านภาษา หรือพัฒนาภาษา ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบเรียนภาษามากๆครับ แม้ว่าผมจะไม่ได้เก่งอะไรมากมาย แต่ก็คิดว่าช่วงหนึ่งผมฝึกภาษาให้ตัวเองได้ดี และเห็นพัฒนาที่ดีขึ้น

ผม อนุญาตออกตัวเพื่อความน่าเชื่อถือครับ ผมสอบ TOEFL ครั้งแรกได้ 600 กว่า และ IELTS ได้ 8 (แต่ไม่ใช่ครั้งแรก) ผมไม่ใช่คนเก่งครับ แต่ผมฝึกตัวเองหนักพอสมควร อย่างตอนสอบโทเฟิลก็ไม่ได้ไปเรียนพิเศษที่ไหนครับ เพราะอาศัยติวตัวเอง ผมขอใช้เนื้อที่ตรงนี้เขียนแนะนำนะและแชร์ประสบการณ์ให้ฟังนะครับ

ทักษะการเขียน ที่ดีที่สุดคือ

1) เริ่มต้นจากการสร้างพื้นฐานไวยากรณ์ให้แน่นก่อนครับ เพื่อสร้างความมั่นใจ ฝึกทำแบบฝึกหัดไวยากรณ์เยอะๆครับจะช่วยได้มาก (ดูส่วนไวยากรณ์ข้างล่างเพิ่มเติมครับ)

2) สำหรับคนที่คิดว่าพื้นไวยากรณ์พอใช้ได้แล้ว แต่อยากฝึกให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ แนะนำให้ไปเรียนตาม รร สอนภาษาหรือ ศูนย์ภาษาของมหาลัยต่างๆครับ เช่น จุฬา ราม ธรรมศาสตร์ คณะมนุษย์ (ม.เกษตร) ตจว ก็น่าจะมีครับ มีครูคอยช่วยตรวจแก้ภาษาเขียนให้เราได้ ถ้าต้องการซื้อหนังสือเพื่อฝึกฝนเอง แนะนำ การเขียนภาษาอังกฤษ ของ มสธ ครับ

สำหรับคนที่ต้องการหนังสือ ที่ฝึกการเขียนเชิงวิชาการ ผมแนะนำ Academic Writing for Graduate Students: A Course for Nonnative Speakers of English ผู้เขียนJohn M. Swales & Christine B. Feak พิมพ์โดย The University of Michigan Press

ทักษะการอ่าน

1) อ่านเยอะๆครับ คนทั่วไปมักคิดว่าทักษะนี้ง่าย ทักษะการอ่านไม่ใช่การอ่านเพียงแค่เก็บใจความสำคัญ (main idea) กับ รายละเอียดเท่านั้นนะครับ ยังมีทักษะย่อยๆอีกมากที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป เช่นการเดาคำศัพท์จากบริบท การอ่านเร็วหรือการอ่านแบบกวาดสายตา ที่สำคัญและยากคือการอ่านเพื่อเดาความหมายที่เป็นนัยของผู้เขียน (making inferences) บ่อยครั้งที่ผู้เขียนต้องการสื่ออะไรบางอย่าง แต่ไม่เขียนบอกเราตรงๆ

ทักษะนี้สำคัญมากในด้านวิชาการ หรือการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารหรือ นสพ มีหนังสือหลายเล่มที่วางขายในท้องตลาดที่ช่วยฝึกการอ่านครับ เล่มที่เป็นที่นิยมใช้และค่อนข้างดีแต่เก่าไปนิด ของอ.สมุทร เซ็นเชานิช เทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ หรือ การอ่านภาษาอังกฤษ ของ มสธ ก็ดีมากครับ

2) ส่วนการอ่าน นสพ นั้นเป็นทักษะที่ค่อนข้างสูง เพราะภาษาใน นสพ ต่างจากภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น การใช้คำศัพท์ ถ้าอยากฝึกอ่านข่าวคล่องๆ แนะนำ English by Newspaper-วิธีการอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษให้เข้าใจ (Terry Fredrickson) สำหรับคนที่ไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง

เริ่มจาก นสพ ที่เด็กมัธยมใช้เรียนก่อนก็ได้นะครับ เช่น Student Weekly ผมว่าง่ายและได้สาระมากมายจากการอ่านด้วยครับ นิตรสารที่ฝึกภาษาอังกฤษอื่นๆ เช่น Future ก็โอเคครับ มีคำแปล พร้อมศัพท์ให้เรา เป็นการปูพื้นก่อนการอ่าน พวก Time หรือ Reader’s Digest ซึ่งใช้ภาษายากมาก คนที่ฐานไม่ค่อยดีนั้น อย่ารู้สึกอายนะครับที่จะต้องเริ่มฝึกอ่านอะไรง่าย เช่น Student Weekly ผมว่าเราเรียนรู้ศัพท์และสำนวนได้เยอะมากกว่าอ่านพวกยากๆนะครับ เพราะเขามีคำแปลให้ แถมยังมีอะไรสนุกๆเกี่ยวกับภาษาให้เรียนรู้ได้เยอะด้วยครับ

จากคุณ : ครูสอนภาษาอังกฤษ - [ 25 เม.ย. 47 00:41:55 A:155.245.127.247 X: ]


ทักษะ การฟัง ไม่มีอะไรมากมายครับ เวลาดูละครหรือหนังฝรั่งก็พยายามฟังภาคภาษาอังกฤษ การฝึกฟังข่าวก็ช่วยได้ (แม้ว่าจะยากมากหน่อย) ผมแนะให้ฟัง ข่าว CNN หรือ วิทยุ BBC ครับ นักข่าวจะพูดภาษาอังกฤษชัดเจนมาก รื่นหู ทนฟังไปเรื่อยๆนะครับ สักวันมันจะต้องดีขึ้นได้

ตอนผมมาเรียนเมืองนอกใหม่ๆ ผมฟังอาจารย์บางท่านที่พูดเร็วๆ ไม่ได้ค่อยได้ แต่อยู่ไปสักพักก็จะรู้สึกว่า มีทักษะการฟังที่ดีขึ้นครับ ทีวีเมืองไทยบางช่องก็มีข่าวภาคภาษาอังกฤษนิครับ เช่นช่อง 11 เวลาไหนผมจำไม่ได้แล้ว เพราะตอนนี้ผมไม่ได้อยู่เมืองไทย ใครรู้ว่ามีช่องไหน เวลาไหน ก็บอกเพิ่มเติมกันด้วยนะครับ ผมแนะนำหนังสือประกอบเทปฝึกฟังข่าว ของ สถาบัน TGRE ครับ ชื่อ
NEWS READERS

ทักษะการพูด

1) อย่ากลัวหรืออายที่จะพูดผิดครับ เพราะเจ้าของภาษาพูดผิดๆมีเยอะไปครับ ดูเหมือนเจ้าของภาษาที่มีการศึกษาบางคน (สังเกตจากละครหรือหนังมีให้เห็นบ่อยๆ) เขาไม่ใส่ใจด้วยซ้ำไปครับ เช่นพูด He don’t แทน He doesn’t หรือ There’s five peopleแทน There’re five people มีให้เห็นโดยทั่วไปเหมือนภาษาเพลงเลยครับ แต่ที่ดีที่คือ พยายามพูดให้ถูกต้องนะดีแล้วครับ แต่ก็อย่ากลัวหรืออายทีจะพูดผิดนะครับ

2) ถ้ามีโอกาสไปเรียนการสนทนากับเจ้าของภาษาได้ก็จะดีมากครับ เช่นที่ AUA หรือ British Council ผมเคยเรียนที่แรก ตอน ม4 เรียนแค่ 2 คอร์ส ก็ช่วยให้ผมพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมากเลยครับ มั่นใจในการพูดมากขึ้น กล้าพูดกับฝรั่ง เรียนก็สนุก (แต่นั่นมันยุคนานมาแล้วครับ)

3) ออกเสียงให้ชัดเจนครับ ภาษาอังกฤษต่างจากเราตรงโทนเสียง มีขึ้นลง มีการเน้นคำ (stress) ตรงนี้สำคัญมากๆเพราะถ้าใช้โทนเสียงที่ต่างกันไป ความหมายก็เปลี่ยนไป ถ้า stress ผิดที่ ก็สือความหมายผิด เช่น refuse ถ้าเน้นพยางค์แรกแปลว่า ขยะ ถ้าเน้นข้างหลังแปลว่าปฎิเสธ ที่แย่กว่านั้น ไม่ใช่แค่ฝรั่งเข้าใจผิด แต่กลับฟังเราไม่รู้เรื่องด้วยครับ ดังนั้นอย่าอายที่จะออกเสียงให้เหมือนเจ้าของภาษา ไม่ต้องอายหรือกลัวว่าใครจะหาว่าเราดัดจริต

ไวยากรณ์ ทักษะนี้สำคัญมากๆ ต้องให้การเอาใจใส่มากๆครับ คนที่จะภาษาดีหรือไม่ดี อยู่ที่ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญ อีกส่วนคือความรู้ด้านศัพท์และสำนวน

1) อาศัยการท่องจำครับ วิธีหนึ่งที่จะช่วยเราได้คือ ฝึกทำแบบฝึกหัดเยอะๆครับ เหมือนทำโจทย์เลข ยิ่งทำแบบฝึกหัดมากยิ่งชำนาญมาก แต่ง่ายกว่าโจทย์เลข เพราะส่วนใหญ่โจทย์ไวยากรณ์ไม่มีการพลิกแพลงเหมือนโจทย์เลข จะมีก็แต่ข้อยกเว้นที่เราต้องจำ

2) อีกวิธีที่จะช่วยเราได้ เวลาเรียนไวยากรณ์แต่ละเรื่อง ลองพยายามนึกแต่งประโยคพูดเองง่ายๆดู เช่น กฎข้อหนึ่งของการใช้ Present Perfect Tense คือ ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว (แต่ไม่ระบุเวลาให้ชัดเจน) เช่นกรณีที่ถามว่าใครทำอะไรไปแล้วหรือยัง

วิธีที่จะช่วยให้จำกฎได้ คือ นึกประโยคพูดง่ายๆ (พร้อมการออกเสียงให้ชัดเจน) ครับ นึกพูดไปเรื่อยๆ เท่าที่จะทำได้ เช่น Have you done your homework? Have you washed the dishes? Has she gone home? I have been to Paris twice. I have eaten lamb before. ฯลฯ ผมเคยใช้วิธีนี้กับตัวเอง หรือไม่ก็เอามาใช้ฝึกพูดกับเพื่อนคนไทยด้วยกัน มันทำให้ผมจำกฎได้จนขึ้นใจเลยครับ และไม่รู้สึกว่าการท่องจำกฎไวยากรณ์เป็นอะไรที่ยากเลย ผมว่าท่องตำราแพทย์ยังยากกว่าหลายเท่าตัว

อยากเน้นว่า ไวยากรณ์สำคัญมากๆ คนที่ไวยากรณ์ดีได้เปรียบทางภาษาไปเยอะเลย นอกจากจะสำคัญกับการฟัง การเขียนแล้ว ไวยากรณ์มีส่วนช่วยทักษะการอ่านด้วยครับ ผมแนะนำหนังสือ Grammar in Use ของสำนักพิมพ์ Cambridge University Press สำหรับคนพื้นไม่ดีและพื้นปานกลาง มีทั้งเวอร์ชั่น British English (เล่มสีฟ้า) American English (เล่มสีม่วงอ่อน) มีอีกเล่ม Advanced English Grammar in Use อันนี้ระดับยาก อาจไม่จำเป็นสำหรับคนทั่วไป เพราะผมคิดว่าเล่มแรกก็ดีพอแล้ว ความเห็นผม หนังสือไวยากรณ์ชุดนี้ดีมาก อ่านเข้าใจง่าย มีหนังสือแบบฝึกหัดเพิ่มเติมด้วย (แยกต่างหากจากแบบฝึกหัดในหนังสือหลักที่มีอยู่แล้ว) Edition ล่าสุด สีสันสวยงาม ผมไม่แนะนำให้ซื้อหนังสือไวยากรณ์ของผู้เขียนคนไทยครับ ผมไม่ประทับใจเลยหลายๆเล่ม ที่สำคัญเสนอข้อมูลให้ผิดๆด้วย
READ MORE - คำแนะนำการพัฒนาภาษาอังกฤษ

นำแนะหนังสือภาษาอังกฤษ

เคยถูกคุณครูแนะนำแกมบังคับให้อ่าน หนังสือประเภทนี้ตั้งแต่ศัพท์ระดับ 500 - 1,000 คำ คำไหนที่ไม่รู้ก็มีคำอธิบายอยู่ด้านหลัง รู้สึกเรียกว่า ladder edition หรือ simplified english อะไรทำนองนี้ จำไม่ค่อยแม่นนัก เรื่องมันนานมาแล้ว

ขอ ให้เลือกหนังสือระดับที่ไม่ยากเกินไป เอาตัวเองเป็นหลัก ถ้าเราไม่เอาไหนเลยก็เริ่มมันที่เล่มหนึ่งหรือง่ายสุด  มิฉะนั้นจะเบื่อและเลิกอ่าน แต่หากอ่านแล้วเห็นว่าง่ายไปก็จะไม่พัฒนา เลือกเอากลาง ๆ ให้เหมาะกับตัวเอง รู้บ้างไม่รู้บ้าง จะทำให้กระหายที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม

จนกระทั่งการอ่านไม่ใช่ภาระที่ ครูบังคับ  แต่กลายเป็นความสนุกสนาน อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ทั้งความรู้และภาษาพร้อมกัน รวมทั้งไวยากรณ์อังกฤษที่อ่านสะสมจากหนังสือแต่ละเล่ม

ไต่ระดับจาก ง่ายไปหายาก จะอ่านกี่เล่มในแต่ละระดับก็แล้วแต่ผู้เรียนรู้จะพอใจ เพราะเปลี่ยนมุมมองจากภาคบังคับมาเป็นความสนใจใคร่รู้แล้วนี่

การ เรียนภาษาที่สองไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะ "ภาษา" ในความหมายอย่างแคบ แต่ควรเก็บเกี่ยวความรู้ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนั้น ๆ ในเวลาเดียวกัน จะได้ประโยชน์เพิ่มเติม เช่น Seven Inventors หรือ Six Physicists ผู้อ่านน่าจะได้เรียนรู้ประวัติของนักประดิษฐ์คิดค้น หรือ นักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งวิธีคิด วิธีทำงานของผู้มีชื่อเสียงในยุคก่อนไปพร้อมกัน  (ทั้งสองเล่มข้างต้นดูเหมือนเป็นภาคบังคับที่คุณครูท่านออกสอบ และถูกท่านดุว่า ประจานหน้าชั้นว่าโง่เง่าจนจำชื่อเรื่องได้)

ทั้ง นี้ไม่หมายความว่าให้ท่าน จขกท ตลุยอ่านหนังสือที่แนะนำจำนวนหลาย ๆ เล่ม หลายระดับแล้วจะเก่งภาษาชั่วข้ามคืนแบบกินฟาสฟู้ด หรือในเวลาอันรวดเร็วทันใจวัยรุ่น  เรียนภาษาคล้ายการปรุงอาหาร จะให้อร่อยต้องใจเย็น ๆ

เท่าที่แนะนำ หากทำได้จะเพิ่มระดับคุณภาพการอ่าน สำนวน ศัพท์ ประโยค วลี ไวยากรณ์ไปพร้อม ๆ กัน

ที่ คู่กับการอ่านก็คือการเขียน ซึ่งนำสิ่งที่อ่านและเก็บไว้ในสะสมคลังสมองไว้เยอะแยะมาสื่อสารกับชาวบ้าน เป็นตัวอักษร เป็นประโยค เป็นเรื่องเป็นราว

คราวนี้จะได้รู้ว่าที่ อ่านมามากมายหลายปีนั้น เอามาเขียนให้ชาวบ้านเขาอ่านบ้าง เขาจะรู้เรื่องไหม ถ้ารู้อยู่คนเดียว คนอื่นไม่รู้เรื่องด้วยคงต้องกลับไปอ่านเพิ่มเติมใหม่   จะเขียนเก่ง ต้องอ่านเก่งก่อน ไม่เชื่อไปถามนักเขียนคนไหนก็ได้ว่าเป็นนักอ่านตัวยงมาก่อนหรือเปล่า จะได้คำตอบเดียวกัน  

แล้วฟังกับพูด ก็เป็นอีกคู่ที่ต้องเรียนรู้เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้ง อ่าน-เขียน ฟัง-พูด กว่าจะขึ้นแท่นก็นานเป็นปี เรื่องนี้คงต้องคุยกันอีกกระทู้

เอาเป็นว่าเริ่ม"อ่านยังไง" ได้แล้ว ก้าวต่อไปคงทำได้

ส่วน คำถามของ จขกท ที่ว่า "แนะนำชื่อหนังสือภาษาอังกฤษ....." น่ะ ไม่มีหรอก สนใจอะไรก็อ่านไปเถอะ กว่าเขาจะพิมพ์หนังสือสักเล่มออกมาขาย เขาคงต้องคิดรอบคอบแล้วมั้งว่าขายได้ ไม่งั้นจะกล้าลงทุนพิมพ์หรือ   
READ MORE - นำแนะหนังสือภาษาอังกฤษ

บทความที่ได้รับความนิยม

ป้ายกำกับ

การทําข้อสอบreading (1) เก่งภาษาอังกฤษในเวลาสั้นๆ (1) เกมภาษาอังกฤษสำหรับอนุบาล (1) ข้อสอบพวก TOEFL (2) ข้อสอบภาษาอังกฤษ (1) ครูพี่แนน (2) คล้องจอง (1) เคล็ดลับการทำข้อสอบreading (2) จำคำศัพท์ (17) เดาศัพท์ภาษาอังกฤษ (9) ติวภาษาอังกฤษตัวต่อตัว (14) ติวศัพท์ (20) ท่องศัพท์ (14) เทคนิคการสอนคำศัพท์ (6) เทคนิคใช้that (1) แนะนำหนังสือภาษาอังกฤษ (6) บทสนทนา (2) บทสนาทนาภาษาอังกฤษ (4) ฟังภาษาอังกฤษ (3) ภาษาอังกฤษ (21) ภาษาอังกฤษกับกฎหมาย (1) ภาษาอังกฤษทางบัญชี (1) รวบรวม25กฎของอาจารย์บุญชัย (1) เร่งสปีด (1) เรียนภาษาอังกฤษ (28) เรียนภาษาอังกฤษราคาถูก (8) สอนศัพท์ (11) หลักการใช้ that (1) อาจารย์สมศรี (1) อ่านภาษาอังกฤษ (1) AX 22 (1) cd เรียนภาษาอังกฤษ (1) CDเรียนภาษาอังกฤษ (1) closing sections (1) Cloze Test (1) conversation (1) dictionary (1) fast-english (1) General knowledge (1) GMAT (1) inferior (1) Language in Daily Life (1) main idea (2) parts of speech (1) prefix and suffix (1) reading comprehension (2) reading skill (2) TOEFL (1) TOPIC NOUN (1) vocabulary (2) vocabulary game (2) word formation (2)
 
Copyright © 2011 เรียนภาษาอังกฤษ | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio
Top Stories