27.8.55

reading comprehension strategies


        ในการทำข้อสอบภาษาอังกฤษไม่ว่าจะเป็นข้อสอบGAT หรือข้อสอบ O-net หรือ A-net ในส่วนที่จะทำคะแนนได้ดีก็เป็นพาธ reading comprehension นะครับ กลยุทธ์ หรือ strategies ขอการทำข้อสอบสำหรับผมนะครับ คือ เราต้องเจาะจุดแข็งของเรา ถ้าผมจะต้องสอบเข้ามหาลัยแล้วต้องทำข้อสอบภาษาอังกฤษ ผมดูแล้วละครับ พาธ reading comprehension ผมจะฝึกซ้อมๆๆและฝึกซ้อมทำข้อสอบreading comprehension ให้เก่งแตกต่างจากผู้แข่งคนอื่นๆๆนะครับ  ถ้ามีเวลาเหลือผมถือจะดูพาธอื่นอีกทีครับ 


1.       การอ่านอย่างคร่าวๆ (Preview Reading)
2.       การเดาความหมายศัพท์ (Guessing word meaning)
3.       การหาหัวเรื่องและใจความสำคัญ (Finding the topic and the main idea)
4.       การเข้าใจรายละเอียด (Understanding the details)
5.       การใช้คำอ้างอิง (Using reference words)
6.       การอ่านแบบ Scanning


1. การอ่านอย่างคร่าวๆ (Previewing)
                หมายถึง การที่ผู้อ่าน ดู หรือสำรวจส่วนต่างๆ ของสิ่งที่อ่านก่อนอ่านจริง (look before you read) จะช่วยทำให้เข้าใจเรื่องที่อ่านสามารถเข้าใจเรื่อง ที่อ่านได้ดียิ่งขึ้น

วิธีการ Previewing ข้อความสั้นๆ
1.       อ่านชื่อเรื่อง
2.       ดูรูปภาพประกอบ (ถ้ามี)
3.       อ่าน 2-3 ประโยคแรกของย่อหน้าที่หนึ่ง
4.       อ่านบรรทัดแรกของย่อหน้าถัดๆไป
5.       อ่านประโยคสุดท้ายของย่อหน้าสุดท้าย
6.       สังเกต ชื่อ, วันที่ และจำนวนเลขต่างๆ
 
Preview ข้อความต่อไปนี้ โดยอ่านเฉพาะข้อความที่ขีดเส้นใต้ และอย่าลืมอ่าน ตามขั้นตอนวิธีการ Previewing ดังกล่าวข้างต้น
Choose the best answer. Don’t look back at the passage.
1. The camel can go without...............for a long time.
                a. food                                   b. water                                
                c. heat                                    d. fat
2. It stores .......................in a hump.
                a. heat                                    b. hair                                  
                c. water                                  d. food
3. The ..........................camel has one hump.
                a. Arabian                             b. Bactrian                        
                c. desert                                 d. Central Asian
4. Arabic has about 150 words to describe a camel because.............................
                a. winter are cold there                          b. the camel lives in a hot desert
                c. the camel is very important to them     d. there are many kinds of camels

                หลังจากตอบคำถามแล้ว ให้ย้อนอ่านข้อความทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ผู้อ่านจะสามารถเรียนรู้ค่อนข้างมากเกี่ยวกับข้อความ
 

2. การเดาความหมายศัพท์ (Guessing word meanings)
                การอ่านในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น ไม่มีใครที่จะรู้ความหมายของคำทุกคำที่อ่านในข้อความได้ มีโอกาสบ่อยครั้งที่ต้องเดาศัพท์หรือคำที่ไม่รู้ความหมายจากเนื้อเรื่องที่แวดล้อมอยู่ หรือบอกได้ว่าคำที่หายไปนั้นเป็นคำชนิดใด 

3. การหาหัวเรื่อง และใจความสำคัญ (finding the topic and main idea)
                ในการอ่านควรถามตนเองว่า กำลังอ่านเกี่ยวกับเรื่องอะไร (What am I reading about?) หรือหัวเรื่องใด (What is the topic?) หัวเรื่องนั้นจะเป็นสิ่งที่ให้ความคิดอย่างกว้างๆในเรื่องนั้นๆ และทำให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมของเรื่องที่อ่านทั้งหมดว่าเกี่ยวกับเรื่องใด และในขณะเดียวกัน เมื่อบอกได้ว่ากำลังอ่านเรื่องอะไรผู้อ่านก็ต้องรู้สาระสำคัญหรือใจความสำคัญ (Main idea) ของเรื่องนั้นๆด้วย
                3.1 หัวเรื่อง (Topic)
                                A. Topic of lists (หัวเรื่องของเรื่องของรายการต่างๆ)
                                หัวเรื่องของรายการต่างๆ สามารถหาได้โดยพิจารณาจากรายการนั้นๆ ว่า กล่าวโดยรวมถึงเรื่องอะไร  หัวเรื่องจะกว้างและครอบคลุมเรื่องย่อยๆทั้งหมด


B. Topics of Conversation (หัวเรื่องของการสนทนา)
                หากผู้พูดและผู้ฟังจับประเด็นเรื่องราว หรือหัวข้อของการสนทนาได้ บุคคลเหล่านั้นย่อมเข้าใจเรื่องราวที่สนทนากันเป็นอย่างดี  เช่น


A: When did this happen?
B: Yesterday. I was playing tennis and I fell down.
A: Can you move it at all?
B: Only a little.
A: Can you walk on it?
B: No, it hurts too much.
A: I think you’ll have to take an X-ray.

What is the topic of the conversation?  (The patient’s broken leg)
Where are they? (At the hospital / At the Clinic)
What are the words that helped you guess? (happen / fell down / Can you move it / Can you walk on it)


C. Topics of Paragraphs (หัวเรื่องของข้อความ)
                การอ่านข้อความแต่ละย่อหน้า จำเป็นต้องเข้าใจถึงหัวเรื่องของข้อความ หรือข้อความนั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไร หัวเรื่องควรมีความหมายครอบคลุมเรื่องราวทั้งหมดของข้อความและ ไม่ควรจะกว้างหรือแคบจนเกินไป เช่น

Mexico City is a popular place for tourists. Every year thousands of people go to Mexico City. They visit the old and beautiful buildings in this city. In the museums they learn about the history of Mexico. And in the restaurants they enjoy the spicy and delicious Mexican food.

หัวเรื่อง (Topic) เกี่ยวกับ Mexico City ซึ่งจะครอบคลุมข้อความทั้งหมด  ถ้าเป็น Mexican food จะแคบเกินไป  เพราะกล่าวไว้ประโยคสุดท้ายเท่านั้น  ถ้าเป็น Mexico ก็กว้างเกินไป

3.2 ใจความสำคัญ (Main Idea)
                เป็นการสรุปความคิดหลักที่ผู้เขียนต้องการบอกแก่ผู้อ่าน และให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวเรื่องนั้นๆ ระวังอย่าสรุปให้กว้างหรือแคบเกินไป ใจความที่ดีนั้นควรครอบคลุมหรือกล่าวถึงองค์ประกอบทุกส่วนของข้อความ  ตัวอย่าง เช่น

Cats and dogs are both popular pets. But cats are nicer pets in some ways. First cats are cleaner. They stay very clean and they do not make the house dirty. Cats are also quieter than dogs. They usually do not make a lot of noise. Cats are safer, too. Dogs sometimes bite people, but cats almost never do. And finally, cats are easier to take care of . You do not have to spend much time with a cat. In fact, many cats prefer to be alone.

Topic: Cats and Dogs
Main idea: Cats are nicer than dogs in some ways.
                Topic: Cats and Dogs เพราะพูดถึงสัตว์สองชนิด และ ผู้เขียนได้บอกถึงแง่มุมที่ว่า Cats are nicer than dogs in some ways.
                Topic sentence โดยปกติมักจะอยู่ตอนต้นของข้อความ เช่นเรื่อง Cats and Dogs และ Topic sentence ได้แก่ but cats are nicer pets in some ways. เป็นต้น แต่ก็มีปรากฏเช่นเดียวกันว่า Topic sentence อยู่ตอนกลางหรือตอนท้ายของเรื่อง ดังนั้นควรฝึกหา Topic sentence ด้วย เพราะผู้เขียนมุ่งหวังให้ผู้อ่านสรุปสาระสำคัญเอง


4. การเข้าใจรายละเอียด (Understanding the details)
                การเข้าใจความหมายของแต่ละข้อความนั้นนอกจากจะต้องรู้เกี่ยวกับใจความสำคัญแล้ว ผู้อ่านต้องสามารถเขียนรายละเอียดต่างๆ (details) กับใจความสำคัญของเรื่องได้ด้วย
                จุดประสงค์ในการให้รายละเอียดของข้อความมีอยู่ 3 ประการ คือ
1.       ทำให้ใจความสำคัญถูกต้องและแน่ชัดยิ่งขึ้น
2.       ช่วยบรรยายหรือขยายความคิดหลักให้กว้างออกไป
3.       ให้ความกระจ่างหรืออธิบายใจความสำคัญอย่างชัดเจน
                การเชื่อมโยงรายละเอียดของข้อความกับใจความสำคัญ มีวิธีการดังนี้
                1. อ่านประโยคแรกของย่อหน้าซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นTopic sentenceที่บรรจุใจความสำคัญของเรื่องไว้
                2. ตั้งคำถามเกี่ยวกับใจความสำคัญของเรื่อง โดยเริ่มต้นคำถามด้วย what, who, when, why หรือ how
                3. อ่านประโยคที่เหลือในย่อหน้า และหารายละเอียดต่างๆ ที่ตอบคำถามใน ข้อ 2
                4. อ่านข้อความทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ทบทวนเกี่ยวกับใจความสำคัญและ รายละเอียดที่สนับสนุน

4. การใช้คำอ้างอิง (Using reference words)
                โดยปกติในข้อความต่างๆมักไม่นิยมใช้คำเดียวซ้ำหลายครั้ง แต่จะใช้คำอื่นๆ ซึ่งมีความหมายเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน
                Pronouns (สรรพนาม)
                เป็นคำที่ใช้แทนคำนามที่กล่าวถึง ซึ่งมีความสำคัญต่อการอ่าน โดยจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจมากยิ่งขึ้นเช่น    I, we, he, she, it, they, them, him, her, this, that, these, those


6. การอ่านแบบ Scanning
                Scanning เป็นเทคนิคที่ใช้ในการพัฒนาการอ่านเร็วเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ต้องการรู้เท่านั้น เราใช้ทักษะนี้ในการหาหมายเลขโทรศัพท์ ด้วยการมองที่อักษรแรกของชื่อแล้วกวาดสายตาไปตามรายชื่อนั้นอย่างรวดเร็วจนกระทั่งพบหมายเลขที่ต้องการ นอกจากนี้ยังใช้ในการหา ดรรชนีของหนังสือ, รายชื่อภาพยนตร์และรายการโฆษณาหรือข่าวจากหนังสือพิมพ์ รวมทั้งการหาคำ  สถานที่  หรือ ชื่อ (จากพจนานุกรม, แผนที่ และรายการ) เวลาหรือวันที่ (จากตารางกำหนดเวลา และปฏิทิน) หรือสถิติ(จากตาราง, แผนภาพ และแผนภูมิ)
                Scanning ไม่ใช่ทักษะการอ่านเพื่อหาใจความสำคัญของเรื่อง แต่เป็นวิธีการหารายละเอียด (Details) ของข้อความโดยมุ่งที่จะตอบคำถามที่ต้องการรู้เท่านั้น ดังนั้น หากผู้อ่านได้ฝึกทักษะ Scanning จนเกิดความชำนาญจะมีประโยชน์อย่างมากในการทำข้อสอบรวมทั้งการอ่านข้อความที่พบในชีวิตประจำวันต่างๆ หรือแม้แต่การอ่านคำถามของข้อความก่อนแล้วหาคำตอบในเนื้อเรื่องที่ยาวขึ้น ก็จะทำให้จับใจความหรือหาคำตอบได้อย่างรวดเร็ว
READ MORE - reading comprehension strategies

หลักการออกข้อสอบภาษาอังกฤษ



   ฤดูออกข้อสอบเพื่อวัดความรู้(และชะตากรรมของนศ.อีกหลายคน) กำลังจะมาถึงอีกครั้ง ผมถือเป็นคติว่า การออกข้อสอบที่ไม่ดีเป็นบาปอย่างยิ่ง ซึ่งตัวผมเองได้ทำบาปมามากในเรื่องนี้ จึงใคร่ขอเสนอประสบการณ์ต่อเพื่อนคณาจารย์ไว้เป็นอุทาหรณ์ เพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาปซ้ำกับที่ผมได้เคยทำ  ในความเห็นของผมข้อสอบที่ดีควร:
1) สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน  ไม่กำกวม
 หากเด็กมันจะตกขอให้มันตกเพราะมันไม่เข้าใจเนื้อหาวิชาที่มึงสอน อย่าให้มันตกเพราะมันไม่เข้าใจข้อสอบที่มึงออก  (ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ชัดเจนและไม่กำกวมเลย J และเป็นคำกล่าวของอาจารย์ของ ดร.ชาญชัยฯ ซึ่งท่านได้นำมาเล่าให้ผมฟังอีกต่อหนึ่ง) การใช้ภาษาในโจทย์ปัญหา ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ นั้นอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะสิ่งที่เราเข้าใจกับสิ่งที่ศิษย์เข้าใจอาจไม่ตรงกัน สังเกตได้ว่าอาจารย์ที่(ดูเหมือนว่า)เก่งมากๆ จะมีปัญหามากที่สุดในเรื่องนี้ ผมเห็นว่าคนเก่งที่แท้จริงต้องทำให้คนไม่เก่งเข้าใจได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นตรงกันข้าม ผมระวังเรื่องนี้ที่สุด และเชื่อมั่นในตนเองว่าผมมีทักษะในการสื่อสารดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ไม่น่าเชื่อว่าทุกครั้งจะมีนักศึกษาประมาณ 10-20%  ต้องได้คะแนนน้อยกว่าที่ควรเป็นเพราะไม่เข้าใจโจทย์ปัญหาอัตนัยที่ผมถาม ส่วนโจทย์ปรนัยนั้นเชื่อว่าก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่ตรวจจับได้ยาก บางครั้งนศ.ถามจึงทราบว่าโจทย์มีความกำกวม บางครั้งผมต้องยกประโยชน์ให้นศ.เพราะตีความแล้วตอบได้มากกว่า 1 ข้อ
2) ควรเป็นภาษาไทย (ยกเว้นวิชาภาษาต่างประเทศ)
มทส.ไม่ได้จัดให้มีการสอบ TOEFL เพื่อคัดนักศึกษาเข้าม.จึงอาจไม่เหมาะที่จะออกข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ           เพราะแม้ออกเป็นภาษาไทยนศ.ยังตีความผิดหรือมีความกำกวม (ดังที่ผมประสบเนืองๆ ) คงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งหาก นศ.ต้องตก(และออก)เพราะไม่เข้าใจโจทย์ข้อสอบภาษาอังกฤษ(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับป.ตรี) ว่าไปแล้วแม้แต่การใช้ภาษาไทยยากๆ ที่พวกเด็กๆ ต้องเขย่งเท้าอ่านก็พึงละเว้น เช่น คำว่า บริบท(เนื้อความ) บูรณาการ(เชื่อมโยง) พิสัย(ช่วง) กอปรกับ(ประกอบกับ) เป็นต้น ควรใช้ภาษาง่ายๆ ลุ่นๆ ที่เข้าใจง่ายให้มากที่สุด
3) มีข้อมูลให้ครบพอที่จะทำข้อสอบได้
สองวิธีที่จะตรวจจับผิดตนเองในประเด็นนี้ได้คือ ให้เพื่อนคณาจารย์ลองทำดู และ ลองทำดูด้วยตนเอง โดยควรทิ้งโจทย์ไว้สัก 2-3 วันจึงลองทำจะเป็นการดี หากลองทำทันทีจะมองข้ามข้อบกพร่องได้ง่ายเพราะความคุ้นเคย การให้ข้อมูลไม่ครบถือเป็นบาปหนัก เพราะนศ.อาจทำไม่ออกและเสียเวลากับข้อนั้นนานมาก เลยพลอยทำให้ทำข้ออื่นไม่ทันไปด้วย นศ.หลายคนอาจต้องตกออกเพราะเรื่องนี้ก็เป็นได้ ซึ่งอาจารย์ผู้ออกอาจต้องตก__?)
4) ควรลองทำข้อสอบด้วยตนเอง
นักการศึกษาได้วิเคราะห์ไว้ว่าผู้ออกควรทำเสร็จภายในหนึ่งในสามของเวลาที่ให้นศ.ทำ ซึ่งข้อสอบอัตนัยของผมที่ผมว่า ง่าย แล้วนั้นส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์นี้ (ผู้สอนแท้ๆ ยังใช้เวลานานแล้วจะให้ผู้เรียนทำเสร็จในเวลาได้อย่างไร?)
5) ควรให้เพื่อนคณาจารย์ในสาขาช่วยอ่านโจทย์
ผมขอฝากท่านหัวหน้าสาขาว่าสมควรกำหนดให้คณาจารย์ในสาขาถือเป็นแนวปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เชื่อว่าจะได้รับคำวิจารณ์ที่เป็นประโยชน์(และเป็นบุญ)มากจากเพื่อนคณาจารย์ เช่น กำกวม ยากไป ง่ายไป มากไป น้อยไป ข้อมูลไม่พอ  แต่ ต้องเปิดกว้างยอมรับคำวิจารณ์ ไม่เช่นนั้นคงฝืดพอสมควร ถือว่าเขามาช่วยชี้ช่องทางสู่สวรรค์ให้ก็แล้วกัน J

6) ตรงวัตถุประสงค์ของวิชา
การสอนเพื่อให้นศ.ได้ทักษะและความรู้ตรงวัตถุประสงค์รายวิชานับเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การสอบถือเป็นกุศโลบายให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนตนเองให้มีความรู้ตรงตามวัตถุประสงค์รายวิชา (ซึ่งได้แจ้งไว้แล้วในเค้าโครงรายวิชา) ข้อสอบที่ออกได้ตรงวัตถุประสงค์ของวิชาจึงนับเป็นกระบวนการประกันคุณภาพที่สำคัญยิ่ง
7) อยู่ในประเด็นที่สอนหรือได้มอบการบ้าน
ไม่ออกนอกเรื่อง หรือ ตีความเอาเองว่าเกี่ยวพันกับสิ่งที่สอน แล้วเชื่อว่านศ.จะสามารถตีความได้เหมือนเรา  หากเป็นการทำการบ้านก็คงพอใช้กลวิธีนี้ได้ แต่นี่เป็นการสอบหากนศ.พลาดในการเชื่อมโยงจะเสียคะแนนมาก นอกเสียจากว่าได้กำหนดเป็นวัตถุประสงค์รายวิชาไว้แล้วว่าต้องสามารถตีความและเชื่อมโยงความรู้ไปสู่ประเด็นอื่นๆได้ด้วย
8) ครอบคลุมหัวข้อที่สอน (ซึ่งทุกข้อตรงวัตถุประสงค์รายวิชา)
จะทำให้การวัดผลแม่นตรง เช่น หากออกเพียง 20% ของหัวข้อเท่านั้น นศ.คนหนึ่งเก็งข้อสอบ 20% มาตรงพอดีก็อาจได้เต็ม ส่วนอีกคนหนึ่งดูมา 80% ที่เหลือ กลับได้ศูนย์เป็นต้น เท่าที่สังเกตดู (รวมทั้งสังเกตตนเอง) อาจารย์มักชอบออกข้อสอบในหัวข้อที่ตนชอบ รัก สนใจ ถนัด ส่วนหัวข้อที่ตนไม่ชอบ ไม่ถนัด ก็มักไม่ออก แต่นศ.ไม่อาจเดาได้ว่าผู้สอนถนัดอะไร
9) ไม่ยากหรือง่ายเกินไป
การออกที่ยากหรือง่ายเกินไป ไม่อาจวัดความรู้นศ.ได้อย่างแม่นตรงในเชิงสถิติ ทำให้มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานกว้างหรือแคบกว่าเป็นจริง หรือคะแนนจะมีความเบ้มากเกินไป
10) ปริมาณไม่มากหรือน้อยเกินไป
การออกมากไปจะทำให้ผู้สอบลนลานจนทำข้อสอบพลาด ทั้งที่มีความสามารถพอทำได้หากมีเวลาพอสมควร การออกน้อยเกินไปทำให้ผู้ที่ทำเสร็จเร็วออกจากห้องสอบก่อนเวลามาก ยังผลให้เสียขวัญ กำลังใจ และสมาธิต่อผู้สอบอื่น และยังทำให้การวัดผลไม่เที่ยง เพราะอาจทำได้คะแนนเท่ากันแต่ใช้เวลาทำแตกต่างกันมากเป็นต้น
READ MORE - หลักการออกข้อสอบภาษาอังกฤษ

The main idea

In understanding the concept of a "main idea," it is useful to distinguish between the following terms: topic, main idea, theme, topic sentence, and purpose.
    The topic of a text is the subject, or what the text is about. A topic can be expressed as a noun or a noun phrase. Some examples of topics include recycling, mammals, trees of New England, and names.
    An idea is what you say about a topic. Ideas, including the main idea, are expressed as sentences. If someone asks you to identify the main idea of a passage and you respond with a single word, you haven't said enough; you've probably just identified the topic. Some examples of main ideas include:
    A theme is an idea that is repeated throughout a text or collection of texts. For example, "the importance of family in shaping identity" is a theme that can be found throughout literature.
    A topic sentence is the term used to identify the sentence in a paragraph that contains the main idea. 

 1. The main idea is the central point the author tries to
make.
2. Main idea tells what a story is mostly about.
3. When looking for main idea we must think of what FINALLY happened in the story.

1. The thumb stands for who.
2. The who of a story is very important, without knowing who the story is about we can’t find the main idea.
3. The pointer finger stands for did what.
4. What did the main character finally do?
5. The middle finger stands for where.
6. Where did the main character do it?
7. The ring finger stands for when.
8. When did the main character do it?
9. The pinky stands for why.
10. Why did the main character do it?
READ MORE - The main idea

26.8.55

เกมฝึกภาษาอังกฤษอนุบาล

 
 วันนี้ขอเขียนถึงการฝึกภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาลกันนะครับ ซึ่งการฝึกก็หนีไม่พ้นการใช้เกมฝึกภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล  ผมลองค้นหาคำว่าเกมฝึกภาษาอังกฤษของอนุบาลแล้วลองเข้าไปเล่นเกมฝึกภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาลดู ซึ่งเจ้าเกมฝึกภาษาอังกฤษทำให้ผมนึกย้อนกลับไปราว10 กว่าปีมาแล้ว สมัยผมเป็นเด็กไม่มีคอมพิวเตอร์ให้เล่น การที่จะใช้เกมฝึกภาษาอังกฤษจึงดูเป็นไปได้ยาก มีแต่การเล่นเกมกด และวิดีโอเกม ตัวอย่างเช่น เกมนินจาเต่า เกมมาริโอ หากมองว่าเป็นเกมฝึกภาษาอังกฤษก็คงพอได้ เพราะก็มีบทพูดบ้างเล็กน้อย

 เพื่อนผมจบวิศวะคอมพิวเตอร์และได้ลองผลิตเกมเพื่อพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ เขาลองเอามาให้ผมเล่น ผมรู้สึกทึ่งมากเลยครับ แต่พอผมเข้าไปเล่นเกมฝึกภาษาอังกฤษของอนุบาล ทำให้รู้ว่าเพื่อนผมมันทำเกมเพื่อให้เด็กอนุบาลเล่น แต่ดันเอามาให้ผมทดสอบ

  ผมคิดว่าสาเหตุที่ต้องมีเกมฝึกภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล คงเพราะเด็กอนุบาลคงไม่รู้ซึ้งถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษ ผู้ใหญ่อย่างเราๆจึงต้องสรรหาสิ่งที่จะมาลวง มาล่อให้เด็กได้ฝึกภาษาอังกฤษแบบไม่รู้ตัว นั้นก็คือการใช้เกมคอมพิวเตอร์ฝึกภาษาอังกฤษของเด็กอนุบาล

  เกมที่ผมจะแนะนำเกมแรกเลย เป็นเกมฝึกให้รู้ตัวอักษรของภาษาอังกฤษคือ a b c บราๆๆๆ ผมเคยเขียนเล่าถึงการฝึกภาษาอังกฤษสมัยผมเป็นเด็ก(ไม่ใช่เด็กอนุบาลนะครับ) ตอนนั้นผมใช้ยี่ห้อแบตเตอรี่รถยนต์ในการฝึกอักษรภาษาอังกฤษครับอ่านบทความเต็มๆที่ พูดคุยกันหน่อย

 ผมไม่แปลกใจเลยที่เด็กสมัยนี้ดูเก่งกว่าผู้ใหญ่หลายๆคน รวมทั้งผมด้วย ก็แม้แต่เด็กอนุบาลยังมีเกมมาให้เล่นเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เกมภาษาอังกฤษสำหรับอนุบาล

READ MORE - เกมฝึกภาษาอังกฤษอนุบาล

บทความที่ได้รับความนิยม

ป้ายกำกับ

การทําข้อสอบreading (1) เก่งภาษาอังกฤษในเวลาสั้นๆ (1) เกมภาษาอังกฤษสำหรับอนุบาล (1) ข้อสอบพวก TOEFL (2) ข้อสอบภาษาอังกฤษ (1) ครูพี่แนน (2) คล้องจอง (1) เคล็ดลับการทำข้อสอบreading (2) จำคำศัพท์ (17) เดาศัพท์ภาษาอังกฤษ (9) ติวภาษาอังกฤษตัวต่อตัว (14) ติวศัพท์ (20) ท่องศัพท์ (14) เทคนิคการสอนคำศัพท์ (6) เทคนิคใช้that (1) แนะนำหนังสือภาษาอังกฤษ (6) บทสนทนา (2) บทสนาทนาภาษาอังกฤษ (4) ฟังภาษาอังกฤษ (3) ภาษาอังกฤษ (21) ภาษาอังกฤษกับกฎหมาย (1) ภาษาอังกฤษทางบัญชี (1) รวบรวม25กฎของอาจารย์บุญชัย (1) เร่งสปีด (1) เรียนภาษาอังกฤษ (28) เรียนภาษาอังกฤษราคาถูก (8) สอนศัพท์ (11) หลักการใช้ that (1) อาจารย์สมศรี (1) อ่านภาษาอังกฤษ (1) AX 22 (1) cd เรียนภาษาอังกฤษ (1) CDเรียนภาษาอังกฤษ (1) closing sections (1) Cloze Test (1) conversation (1) dictionary (1) fast-english (1) General knowledge (1) GMAT (1) inferior (1) Language in Daily Life (1) main idea (2) parts of speech (1) prefix and suffix (1) reading comprehension (2) reading skill (2) TOEFL (1) TOPIC NOUN (1) vocabulary (2) vocabulary game (2) word formation (2)
 
Copyright © 2011 เรียนภาษาอังกฤษ | High CTR Blogspot Themes designed by Ali Munandar | Powered by Blogger.Com.
My Zimbio
Top Stories